ทันหุ้น – สู้โควิด -AMAเล็งแตกไลน์ธุรกิจใหม่กระจายความเสี่ยง ฉายภาพทิศทางธุรกิจขนส่งไปได้สวย เชื่อปริมาณการขนส่งพุ่ง ระบุปัจจุบันมีเรือ 10 ลำ น้ำหนักบรรทุกรวม9.6 หมื่นเดทเวทตัน และกองรถ 216 คันพร้อมให้บริการ ลั่นรายได้ปีนี้สูงกว่าปีก่อน ใส่เกียร์ดันสัดส่วนขนน้ำมันไบโอดีเซลพุ่งแตะ 15% จากปีก่อน 11%

นายพิศาล รัชกิจประการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ AMA เปิดเผยว่าบริษัทกระจายความเสี่ยงธุรกิจ โดยการมองหาธุรกิจใหม่เพื่อแตกไลน์ธุรกิจ หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องใกล้เคียงกับธุรกิจเดิม เพื่อมาเสริมฐานธุรกิจให้มีความมั่นคงมากขึ้น ทั้งการร่วมมือกับพันธมิตร และการพัฒนาธุรกิจใหม่ด้วยตนเอง แต่ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากบริษัทยังไม่บรรลุข้อตกลงในการร่วมทุนทางธุรกิจกับพันธมิตร

ปริมาณขนส่งพุ่ง

ขณะที่ทิศทางธุรกิจในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ไตรมาส 1/2563 บริษัทได้รับผลกระทบบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าทางเรือ หรือเดินทางเข้าประเทศจีนได้ตามกำหนด ขณะที่ธุรกิจในไตรมาส 2/2563 เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ และบริษัทสามารถรับน้ำมันปาล์ม เพื่อไปส่งให้กับลูกค้าได้ตามปกติ

สำหรับเส้นทางการขนส่งน้ำมันปาล์ม บริษัทจะรับจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในเขตภูมิภาคอาเซียน ประกอบไปด้วย ประเทศอินโดนีเซีย รองลงมาคือประเทศมาเลเซีย เป็นต้น โดยปลายทางการขนส่งไปสู่ประเทศจีน อินเดีย บังคลาเทศ เป็นต้น

ขณะเดียวกันบริษัทคาดทิศทางช่วงที่เหลือจากนี้จะดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะปริมาณการขนส่งทั้งทางบก และทางน้ำ ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนเรือสำหรับให้บริการขนส่งทางน้ำทั้งหมด 10 ลำ น้ำหนักบรรทุกรวม 9.6 หมื่นเดทเวทตัน อีกทั้งค่าเงินบาทมีทิศทางที่แข็งค่า ราคาน้ำมันอยู่ในทิศทางขาลง คาดจะช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการของการขนส่งทางน้ำกลับมาดีขึ้นส่วนรถบรรทุกสำหรับขนส่งทางบก มีจำนวนรถ 216 คัน จากสิ้นปีก่อนที่ 181 คัน ประกอบกับการสนับสนุนของภาครัฐให้ใช้น้ำมัน B10แทน B7 และไบโอดีเซลที่ใช้สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น

เพิ่มสัดส่วนขากลับ

โดยปีที่ผ่านมาบริษัทมีการขนส่งน้ำมันไบโอดีเซลอยู่ที่ 190 ล้านลิตร ขณะที่ปัจจุบัน 6 เดือนแรกของปีนี้ปริมาณการขนส่งน้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น 50% และคาดในปีนี้จะมีการขนส่งเพิ่มขึ้นที่ 280 ล้านลิตร ทั้งนี้บริษัทโฟกัสการขนส่งน้ำมันไบโอดีเซลเพราะเป็นการขนส่งขากลับ จากการนำน้ำมันไปส่งตามสถานีให้กับลูกค้า และในปีนี้บริษัทคาดสัดส่วนรายได้จากการขนส่งขากลับจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 15% จากปีก่อนอยู่ที่ 11%

นายพิศาล กล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางสถานการณ์ในประเทศ หากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นอีกรอบ ในแง่ของการขนส่งทางบกคาดจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว แต่การขนส่งทางน้ำอาจได้รับผลกระทบ หากประเทศที่บริษัทรับ และส่งน้ำมันปิดล็อกดาวน์

สำหรับภาพรวมรายได้ปีนี้ บริษัทมั่นใจจะเติบโตสูงกว่าปีก่อน บริษัทพยายามรักษาฐานมาร์จิ้นให้อยู่ในระดับปกติ แต่ต้องจับตาดูปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ค่าบรรทุกสินค้า และราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินงานของบริษัทอีกด้วย ประกอบกับในปีนี้จำนวนเรือขึ้นอู่ เป็นเรือลำเล็กจำนวน 3 ลำ เมื่อเทียบกับปีก่อนจำนวนเรือขึ้นอู่ เป็นเรือใหญ่จำนวน 5 ลำ ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งปีนี้เพิ่มขึ้น

อนึ่งปี 2562 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 180.52 ล้านบาท ส่วน 3 เดือนแรกบริษัทมีรายได้แล้วที่ 475.04 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5.03 ล้านบาท

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด