“PVD”…ออมอย่างมีสไตล์
ในช่วงที่เศรษฐกิจเข้าสู่ระยะถดถอย หนึ่งในหลายวิธีที่บริษัทนำมาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายคือ การลดจำนวนพนักงานลงภายใต้ “โครงการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement)” พนักงานบางคนอาจ

ในช่วงที่เศรษฐกิจเข้าสู่ระยะถดถอย หนึ่งในหลายวิธีที่บริษัทนำมาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่ายคือ การลดจำนวนพนักงานลงภายใต้ “โครงการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement)” พนักงานบางคนอาจไม่ได้เตรียมพร้อม ทำให้พนักงานเองไม่ทันตั้งตัว เพราะคิดว่าบริษัทจะจ้างไปจนครบวาระเกษียณ ส่งผลให้แผนการเกษียณไม่ประสบผลสำเร็จ
แต่สำหรับพนักงานบางคนก็ได้เตรียมพร้อมโดยการหาอาชีพสำรองไว้แล้วหรือมีการเก็บเงินออมไว้แล้ว ทางเลือกหนึ่งในการออมเงินของพนักงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนคือ“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund)” ซึ่งเป็นกองทุนที่เก็บเงินจาก ‘นายจ้าง’ และ ‘ลูกจ้าง’ เข้ามาสมทบ เพื่อเป้าหมาย ‘ไว้ใช้ยามเกษียณ

 

 

 

“หลายครั้งที่ผมเห็นว่าตัวพนักงานเองกลับไม่ได้สนใจกับ ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ เห็นว่าเป็นภาระทำให้เงินเหลือที่ต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนน้อยลง บางครั้งไม่ทราบว่านายจ้างเอาไปลงทุนอะไรปล่อยให้เป็นเรื่องของนายจ้างเนื่องจากมั่นใจว่าสิ่งที่นายจ้างว่าเลือกให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด”
ลักษณะของ ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ มี ‘จุดเด่น’ ตรงที่ต้องเก็บออมไปจนถึงอายุ 55 ปี มีการเก็บออมจากเงินเดือนทุกเดือนและยังได้เงินสมทบอีกส่วนที่มาจากนายจ้างอีกด้วยโดยเงินดังกล่าวจะไปลงทุนตามแผนการลงทุนที่ทางตัวแทนของนายจ้างและลูกจ้าง ที่เรียกว่า “คณะกรรมการกองทุน” คัดเลือกมาให้ แถมด้วยในแต่ละปีสามารถนำเงินที่พนักงานออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาใช้สิทธิ์ ‘ลดหย่อนภาษี’ ได้อีกด้วย สิ่งที่ผมแนะนำให้พนักงานเองควรใส่ใจมี 3 ประการ ดังนี้

  • การปรับอัตราเงินสะสม PVD : ในการปรับ ‘อัตราเงินสะสม’ ซึ่งหักจากเงินเดือนของพนักงานซึ่งสามารถหักได้สูงสุดจำนวน 15% ของเงินเดือน ซึ่งการหักในอัตราที่สูงส่งผลให้มีเงินสดในมือที่ใช้ในปัจจุบันน้อยลง แต่จะมีผลดีในระยะยาวตรงที่จะมีเงินเก็บออมจำนวนมากขึ้นเหมือนที่โบราณเขาบอกว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน”

“การปรับอัตราเงินสะสมควรให้เหมาะสมกับสภาพการเงินของแต่ละบุคคลด้วย ดังนั้นควรมีการจดรายการค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเพื่อดูว่าถ้าเราจะปรับอัตราเงินสะสมเพิ่มจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหนในการดำเนินชีวิตแต่ละเดือน”

  • Reallocation ปรับสัดส่วนการลงทุน : การปรับสัดส่วนการลงทุนตามระดับความเสี่ยงของคนที่ยอมรับได้ บางคนตั้งแต่เริ่มมีกองทุน PVD ไม่เคยมีการปรับสัดส่วนการลงทุนเลยซึ่งทำให้เสียโอกาสในการลงทุน

“เพราะโดยส่วนใหญ่นายจ้างจะกำหนดสัดส่วนในตอนเริ่มแรกไว้ที่ตราสารหนี้ในสัดส่วนที่มากเนื่องจากไม่ต้องการให้พนักงานรับความเสี่ยงสูงเกินไป เน้น ‘ความเสี่ยงต่ำ’ ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่ได้รับน้อยเกินไป ดังนั้น ‘การปรับสัดส่วนการลงทุน’ จึงขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ามีเป้าหมายทางการเงินอย่างไร ซึ่งควรสอดคล้องกับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ต้องการและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้”

ตัวอย่าง เงินเดือน 15,000 บาท อายุ 25 ปี อัตราการเพิ่มขึ้นของเงินเดือน 3% นายจ้างสมทบ 5% ของเงินเดือน อายุที่เกษียณ 55 ปี

จากตารางเราจะพบว่า หากเราสะสมอยู่ในระดับ 5% ของเงินเดือน เป็นจำนวนเวลา 30 ปี ที่อัตราผลตอบแทน 5% จะพบว่าเมื่อเกษียณเราจะมีเงินจากกองทุน PVD จำนวน 1,790,472.51 บาท
“แต่หากเราเพิ่มอัตราการสะสมเงินที่ 15% ของเงินเดือน ที่อัตราผลตอบแทน 5% เหมือนกัน จะพบว่าเราจะมีเงินจากกองทุน PVD ถึง 3,580,945.02 บาท ซึ่งจะส่งผลให้เราสามารถเกษียณได้อย่างเป็นสุข”

  • RebalancePortfolio : การจัดพอร์ตการลงทุนโดยให้สอดคล้องกับสไตล์การลงทุนเป็นหน้าที่ของเราต้องเป็นคนจัดการเอง ทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบางแห่งจะมีกองทุน PVD แบบ Rebalance ที่เป็นสูตรสำเร็จมาให้เราเลือกก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าพิจารณา

แต่ถ้าหากไม่มีก็เป็นสิ่งที่เราต้องปรับพอร์ตเอง แล้วมีคำถามว่าเมื่อไรควรจะมีการปรับพอร์ต คำตอบคงต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับพอร์ตที่มันเปลี่ยนไปจากที่เรากำหนดสัดส่วนการลงทุนไว้แต่ตอนต้น ดังรูป

จากภาพทางด้านซ้าย นาย A มีการจัดพอร์ตการลงทุนโดยลงทุนใน ‘ตราสารหนี้’ 70% และลงทุน ‘ตราสารทุน’ 30% หากเดิมมีจำนวนเงินลงทุน 1,000,000 บาท ดังนั้นเงินลงทุนจะแบ่งมาลงทุนในตราสารหนี้ 700,000 บาทและลงทุนในตราสารทุน 300,000 บาท
เวลาผ่านไป 1 ปี สมมติว่าเงินลงทุนตราสารหนี้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมาที่ 720,000 บาท และเงินลงทุนในตราสารทุนรวมผลตอบแทนที่ 390,000 บาท สัดส่วนการลงทุนจะเปลี่ยนเป็น ‘ตราสารหนี้’ 64.87% และ ‘ตราสารทุน’ 35.13%
“จึงทำ Rebalance เพื่อปรับเงินลงทุนใหม่เป็น ลงทุนใน ‘ตราสารหนี้’ 777,000 บาท และลงทุนใน ‘ตราสารทุน’ 333,000 บาท เพื่อให้พอร์ตลงทุนอยู่ในระดับ 70:30 ตามระดับความเสี่ยงได้เราได้วางแผนไว้ตั้งแต่แรก”
เพราะ “การลงทุน” มันอยู่ใน ‘ทุกช่วงของชีวิต’ ลองกลับมาสนใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทางการเงินของตัวเราก่อนที่มันจะสายไป เมื่อเราเตรียมความพร้อมทางการเงิน บริหารจัดการการเงิน ไม่ว่าบริษัทจะให้เราออกจากงานเมื่อไร เราก็พร้อมเสมอที่จะเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงและการตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ดี
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,TFPA Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th     

 

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด