“เงินฝากออมทรัพย์” & “กองตลาดเงิน”...ที่พักเงิน ‘ช่วง COVID-19’!!!
ช่วง 11 ปี ที่ผ่านมา (ปี2008-2019) “เงินฝากในระบบ” มีการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 6.39% ต่อปี โดย ‘เงินฝากออมทรัพย์’ มีการเติบโต 10.16% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและสูงกว่า ‘เงินฝากประจำ’ ที่โต 2.59% ต่อปี

ช่วง 11 ปี ที่ผ่านมา (ปี2008-2019) “เงินฝากในระบบ” มีการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 6.39% ต่อปี โดย ‘เงินฝากออมทรัพย์’ มีการเติบโต 10.16% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและสูงกว่า ‘เงินฝากประจำ’ ที่โต 2.59% ต่อปี

           

สะท้อนถึงพฤติกรรมการออมเงินของคนไทยที่คุ้นชินกับการฝากเงินไว้ใน ‘เงินฝากออมทรัพย์’ เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่า ‘ดอกเบี้ย’ จะต่ำเตี้ยติดดินอย่างไรก็ตาม

           

ในช่วง ‘วิกฤติ COVID-19’ ยิ่งผลักดันให้เงินฝากในระบบเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เป็น ‘Fear Factor’ ช่วง 4 เดือนแรก เงินฝากทั้งระบบเพิ่มขึ้นอีก 1.11 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.81% โดยเป็นการไหลเข้าไปโตใน ‘เงินฝากออมทรัพย์’ เป็นสำคัญ ทำให้มีเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่า 1.20 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.86% ในขณะที่ ‘เงินฝากประจำ’ ลดลง 2.74%

           

ปรากฎการณ์ที่เงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มี ‘สภาพคล่องสูง’ ยังเกิดกับฝั่ง ‘กองทุนรวม’ ด้วยเช่นกัน เข้าตำราในยาววิกฤติ Cash is King” นั่นเอง

           

วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลในเชิงตัวเลขที่น่าสนใจจากปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้มาฝากกัน

 

                   

 

“เงินฝากออมทรัพย์” เงินไหลเข้า…ดันสัดส่วนพุ่งแตะ 60.80% ของเงินฝากทั้งระบบ

         

หากมองกลุ่มของเงินฝากแล้ว “เงินฝากออมทรัพย์” เป็นกลุ่มที่ไม่ได้อ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ยแต่ประการใด ดอกเบี้ย ‘จะขึ้น’ หรือ ‘จะลง’ จะต่ำเตี้ยติดดินแค่ไหน คนฝากเงินกลุ่มนี้ก็ยังคงฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ ทำให้เม็ดเงินเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากในปี2008 ที่มีอยู่ 2.79 ล้านล้านบาท คิดเป็น 38.93% ของเงินฝากทั้งระบบ

 

                        

 

“มาถึงปัจจุบัน (ณ เม.ย. 20) ‘เงินฝากออมทรัพย์’ มีเม็ดเงินรวมกันกว่า 9.27 ล้านล้านบาท คิดเป็น 60.80% ของเงินฝากทั้งระบบไปแล้ว แม้ว่าดอกเบี้ยออมทรัพย์จะต่ำเตี้ยติดดินเฉลี่ย 0.25% ต่อปี แล้วก็ตาม แต่อาจได้ความอุ่นใจในเรื่องของ ‘สภาพคล่อง’ นั่นเอง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ COVID-19 เช่นนี้”

 

“เงินฝากประจำ” หนีตาย…หลัง ‘ดอกเบี้ย’ สาละวันเตี้ยลง

           

แต่จุดที่น่าสนใจคือกลุ่ม “เงินฝากประจำ” ซึ่งปกติจะเป็นฐานเงินฝากที่มีอยู่จำนวนหนึ่งและมีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยค่อนข้างชัดเจน ปกติกลุ่มนี้จะมีเม็ดเงินเฉลี่ยอยู่ 4.0-5.0 ล้านล้านบาท ตลอดช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อเงินฝากในระบบโตขึ้นสัดส่วนของ ‘เงินฝากประจำ’ จึงลดลงโดยปริยาย

 

                      

 

“แต่ในช่วงวิกฤติ COVID-19 นี้ จะเห็นตัวเลขของ ‘เงินฝากประจำ’ ลดลงค่อนข้างชัดเจน ตั้งแต่ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี เฉลี่ยปรับลงต่ำกว่า 1.0% ตั้งแต่ปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา และปรับลงมาประมาณ 4 ครั้งแล้ว จนปัจจุบันลงมาเฉลี่ย 0.73% ต่อปี ทำให้เงินฝากประจำลดลงในช่วง 4 เดือนแรก 1.47 แสนล้านบาท หรือลดลง 2.74%

           

โดยเป็นการลดลงใน 2 ช่วงอายุจาก ‘เงินฝากประจำ’ อายุ 6 เดือน-1 ปี มากสุด 1.01 แสนล้านบาท ลดลง 4.37% และเงินฝากประจำอายุ 1- 2 ปี อีก 8.5 หมื่นล้านบาท ลดลง 7.62% อาจเพราะดอกเบี้ยที่ปรับลดลงเมื่อครบอายุจะลงทุนต่อ ดอกเบี้ยที่ได้ก็ต่ำลง ‘ไม่จูงใจ’ ไม่ต่างกับเงินฝากอายุที่สั้นกว่านั่นเอง จึงทำให้มีเงินไหลออกดังกล่าว

 

เงินไหลออก “กองทุนตราสารหนี้” แต่…ไหลเข้า “กองตราสารตลาดเงิน”

         

แม้ภาพรวมของพัฒนาการของอุตสาหกรรมกองทุนรวมจะเห็นพัฒนาการในเชิงบวก เพราะกว่า 11 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของกลุ่ม “กองทุนตราสารหนี้” มีแนวโน้มปรับตัวลดลงตลอด จากในปี2008 มี “สัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ต่อ AUM”ค่อนข้างสูงที่ 71.21% แต่ปัจจุบัน (ณ พ.ค. 20) มีสัดส่วนอยู่ที่ 47.17% เท่านั้น

 

                    

 

อย่างไรก็ตาม การมองหาสินทรัพย์ ‘สภาพคล่องสูง’ ในช่วงวิกฤติยังสะท้อนผ่านตลาดกองทุนรวมด้วยเช่นกัน ในกลุ่มนักลงทุนที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยงมากนักที่ลงทุนใน ‘กองทุนตราสารหนี้’ เอง ในช่วงที่ผ่านมา ก็เจอกับเหตุการณ์ ‘ปิดกองตราสารหนี้’ ไป 4 กอง เล่นเอานักลงทุนขวัญผวาไปตามๆ กัน

 

“ช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ในภาพรวมของ ‘กองตราสารหนี้’ มีสินทรัพย์สุทธิลดลง 3.22 แสนล้านบาท ลดลง 12.44% ในขณะที่ในกลุ่ม ‘กองตราสารตลาดเงิน’ ที่มีความเสี่ยงต่ำสุด สภาพคล่องสูงสุดในกลุ่มตราสารหนี้นั้น มีสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้น 1.46 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 69.10%”

 

จะเห็นว่า…ในช่วง ‘วิกฤติ COVID-19’ นั้น นักลงทุนมีการโยกเงินไปสู่ ‘สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง’ กันอย่างชัดเจน ในส่วนของเงินที่ไหลเข้าสู่ ‘เงินฝากออมทรัพย์’ ก็เป็นภาพสะท้อนหนึ่งว่าช่วงวิกฤติเช่นนี้ “Cash is King” จริงๆ ผลตอบแทนต่ำไม่ว่า…ขอปลอดภัยไว้ก่อนเท่านั้นพอ

 

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด