ในที่สุด ลิเวอร์พูล ได้หยุดสถิติยิงประตูนอกบ้านไม่ได้มา 5 เกมติด(ทุกรายการ) ด้วยการยิง 2 ลูกภายใน 8 นาทีแรกคาสนาม เอแม็กซ์ สเตเดี้ยม
เรียกว่าเป็นหนแรกนับตั้งแต่รุ่นพี่สร้างสถิติแย่ๆเอาไว้เมื่อปี 1992 ซึ่งอาจจะประหลาดไปนิดที่ดันมาเกิดขึ้นในยุคของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่ overall performance ชุดนี้ยิงกระจายขนาดนี้
แต่ที่ต้องชมและปรบมือให้คือ 2 ลูกที่ “หงส์แดง” ได้อย่างไวมาจากการ “เพรสซิ่ง” สูง+ไว ทำให้ ไบรจ์ตัน ที่เล่นบอลบนพื้นและ build up จากแดนหลังขึ้นมาพลาดเองทั้งหมด
วันนี้ผมชื่นชอบ นาบิล เกอิต้า เป็นพิเศษเพราะถ้ามี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงปักกลางเมื่อไหร่แข้ง กินี เฉิดฉายกว่าเล่นร่วมกับ อเล็กซ์ ออกซ์เลด เชมเบอร์เลน
และลูกแรกที่ได้เป็น เกอิต้า นี่แหละครับที่ขยันเพรสแย่งมาจากตีนคู่แข่งหน้าตาเฉย การได้ลูกแรกเร็วทำให้เจ้าถิ่นเหมือนจะรวนๆสติยังไม่กลับมาก่อนมาโดน 2-0 จากลักษณะคล้ายๆกันแค่เปลี่ยนตัวละครเป็น เฮนโด้ เป็นฝ่าย press และโชคที่ โม ซาลาห์ ซึ่งพยายามจะฝืนเล่นไม่มองเพื่อน(เหมือนเคย) จนบอลถูกแซะล้นมาถึงกัปตันที่ปั่นนอกเขตงามหยดจริงๆ
ส่วนหน้าที่อื่นๆของ เกอิต้า ไม่ว่าจะการสร้างสรรค์เกม เคาะบอล แทงทะลุ หรือช่วยเกมรับถือว่าโดดเด่นเอามากๆ ก่อนมาถูกเปลี่ยนนาที 61 หลัง คล็อปป์ เห็น ไบรจ์ตัน ชวนทะเลาะหนักขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าไม่เจ็บบ่อยและไปเสริมความหนาอีกหน่อย ที่เคยมีคนกาหัวว่าน่าจะโดนขายทิ้งผมว่าอาจจะไม่ใช่แล้วครับ
อย่างไรก็ตามการยึด 11 ตัวจริงในแดนกลางทุกนัดในยุค JK ยากครับ ต้องทำใจในข้อนี้ด้วยเนื่องจากถ้าเราสังเกตกันดีๆหากเจอคู่แข่งที่ไม่แข็งมากนัก 3 ตัวกลางจะมีรุกธรรมชาติแทรกอยู่ด้วยเสมอ
แต่ถ้าต้องเจอพวกหินๆอย่าง แมนฯซิตี้, แมนฯยูฯ หรือ เชลซี มักจะเป็นโควต้าของ จินี่ ไวจนัลดุม กับ ฟาบินโญ่ ที่เล่นรับดีครองบอลเหนียวมากกว่า
ดังนั้นผมมองว่า เกอิต้า เองก็รู้ข้อนี้ดีการโชว์ลูกเพรสและช่วยเกมรับในเกมกับ ไบรจ์ตัน เป็นการยืนยันตัวตนว่าระบบนี้กับสไตล์อย่างเขาไปด้วยกันได้
สำหรับอีกจุดที่น่าสนใจคือการที่เจ้าหนู เนโก วิลเลี่ยมส์ ได้ประเดิมตัวจริงเป็นหนแรกในลีกซึ่งถ้าพิจารณาจากตำแหน่งแบ็คซ้ายกับเด็กที่ยังไม่มีประสบการณ์ก็ถือว่าพอทน
คงต้องเก็บเกี่ยวชั่วโมงบินอีกเป็นปีครับ การกะจังหวะเข้าหาคู่ต่อสู้จนพรวดล้มลุกคลุกคลานเป็นอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะจน ลูกที่โดนตีไข่แตก 2-1 น้องก็คุมห่างเหลือเกินจนวิ่งมาบล็อกลูกครอสของ แลมพ์ตี้ ไม่ทัน
ท้ายที่สุดเมื่อมีใบเหลืองติดตัวทำให้ คล็อปป์ เลือกเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครึ่งทันที
ในขณะที่ OX เป็นอีกนัดที่ไม่มีอะไรเช่นเดิม นัดที่แล้วยืนกลาง นัดนี้เล่นในตำแหน่ง มาเน่ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออก ก็ไม่รู้ว่าฟอร์มพีคๆก่อนเอ็นไขว้ขาดเราจะมีโอกาสได้เห็นอีกไหม น่าเป็นห่วงแทนเหลือเกิน
การเปลี่ยน เอา มาเน่ ลงมาแทนทำให้เกมรุกของ “หงส์แดง” ขึ้นได้ทั้ง 2 ฝั่งเหมือนเคยครับและยังทำให้เกมรับฝั่งซ้ายกลับมาเป็นผู้เป็นคนเพราะนอกจาก ”เนโกะ” ลำพังตัวเองก็ลำบากอยู่แล้วแต่อีตา OX ไม่ช่วยเกมรับน้องเลย
ตรงนี้ครับที่ทำให้เรากลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่าพวก 11 ตัวจริงขาประจำคงต้องห้ามป่วยห้ามตาย คล้ายรถยุโรปอะไหล่ทดแทนหายากจริงๆ
ที่น่าเสียดายคือเกมกว่าจะมาขาด 3-1 ก็ต้องรอจนถึงนาที 76 เราเลยอดเห็นฟอร์มของ เคอร์ติส โจนส์ เจ้าหนูดาวรุ่งที่ฉลองต่อสัญญายิงประตูในเกมชนะ แอสตัน วิลล่า ที่ข่าวก่อนหน้านี้หลุดมาว่าอาจจะได้ลงตัวจริงกันเลยทีเดียว
สำหรับ ไบรจ์ตัน จะเรียกว่าปลอดภัยจากการตกชั้นแล้วก็ได้ครับเพราะอยู่เหนือโซนตกชั้นถึง 9 แต้มกับโปรแกรมที่เหลืออยู่ 4 นัด
และอย่างที่ผมเคยบอกไว้ครับว่า แกรม พ็อตเตอร์ กุนซือแกเลือกทำทีมสไตล์นี้ก็ต้องแบกรับกับความเสี่ยงจากการที่ศักภาพของผู้เล่นชั้นไม่ถึงเหมือนที่เสียบอลจากการตั้งเกมทั้ง 2 ลูกทำให้เวลาที่เหลืออยู่เล่นยากจนต้องแพ้ในที่สุด
แต่เหนืออื่นใด ทาริก แลมป์ตีย์ ยังเป็นแบ็คดาวรุ่งที่น่าจับตามองเช่นเคยครับ เล่นดีมาหลายนัดแล้วนับตั้งแต่ซื้อขาดมาจาก เชลซี เมื่อวันเดดไลน์สิ้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เป็นสมบัติล้ำค่าของ “นกนางนวล” ที่เชื่อว่า 2-3 ปีไม่น่ารอดทีมใหญ่แน่นอน
ครับเหลืออีก 4 นัดที่ ลิเวอร์พูล จะชาเลนจ์ทำเกิน 100 แต้มซึ่งเป็นตัวเลขที่ แมนฯซิตี้ ทำเอาไว้เมื่อฤดูกาล 2017-18
ตอนนี้ “หงส์แดง” ทำไปแล้ว 92 แต้มเท่ากับว่าต้องการชัยชนะ 3 จาก 4 ซึ่งนั่นหมายความว่าพลาดได้แค่เกมเดียว
โปรแกรมที่ว่าคือ เบิร์นลีย์ (เหย้า), อาร์เซนอล (เยือน), เชลซี (เหย้า) และ นิวคาสเซิ่ล (เยือน) ถ้าพลาดนัดแรกเร็วเท่าไหร่โอกาสทำลายสถิติก็ยากตามไปด้วย
อยากเห็นทีมรักฉลองแชมป์แบบไม่ต้อง Jump Cut สาวก “เดอะ ค็อป” ต้องลุ้นกันต่อไปครับ

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด