“ปรับกลยุทธ์”...ฝ่ายุคดอกเบี้ยต่ำ-ความผันผวนสูง

ภาพเศรษฐกิจโลกชะลอตัวเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยเองก็เจอการปรับเป้ากันเป็นว่าเล่น ทั้งตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) จากเดิมคาดการณ์ไว้ 4.0% เหลือเพียง 2.8% กำไรบริษัทจดทะเบียนของไทย จากเดิมคาดการณ์ไว้ 10% ตอนนี้ก็เหลือเพียง 5 – 6% เท่านั้น ขณะเดียวกันประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็เผชิญกับภาวะ ‘3 ต่ำ 1 สูง’ ไม่แตกต่างกัน ได้แก่

  • อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ
  • อัตราดอกเบี้ยต่ำ
  • อัตราเงินเฟ้อต่ำ
  • ความผันผวนสูง

เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่ประการใด โดยเฉพาะ ผู้ออมเงิน ที่ต้องเผชิญกับ ภาวะดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งน่าจะลดลงต่อเนื่องไปอีกนานเลยทีเดียว

ในขณะที่ หุ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยงก็มี ความผันผวนสูง ซึ่งถ้าต้องการสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยงเลย ก็ต้องทนกับผลตอบแทนที่น้อย ครั้นจะขยับไปรับความเสี่ยงก็กลัวจะได้ไม่คุ้มเสีย

การกระจายการลงทุน (Asset Allocation) จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะมาช่วยไขคำตอบในการลงทุนให้กับคุณ ผ่าน 3 กองทุนเด่นจาก บลจ.กสิกรไทย (KAsset) ที่จะมาตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ให้คุณได้อย่างลงตัวทีเดียว

 

ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ…ถึงเวลา ‘เขย่าพอร์ต’

หนึ่งในปัญหาของผู้ออมเงิน คือ ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำ โดยที่หลายคนรับสภาพ เพราะไม่รู้ว่ามี ทางเลือกที่ดีกว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่คุณต้องทนอยู่กับเงินฝากดอกเบี้ยต่ำด้วยความไม่รู้ แต่สำหรับคนที่รู้ว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าอยู่จริง‘แต่ไม่เลือก’ ยิ่งน่าเสียดายยิ่งกว่า

ไม่เพียงเงินฝากเท่านั้นที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ ในส่วนของผลตอบแทนของตราสารหนี้ทั่วโลกเองก็ต่ำเช่นกัน แต่ก็ยังสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอยู่นั่นเอง

“พันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปี ผลตอบแทน 1.40% ต่อปี อาจดูว่าไม่มาก แต่เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์0.5% ต่อปี แล้ว ถือว่าดีกว่ามาก และที่สำคัญความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ยังต่ำกว่าด้วย…ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!! ถ้าคุณมีเงิน 1 ล้านบาท ฝากออมทรัพย์ครบปี ได้ดอกเบี้ย 5,000 บาท แต่ถ้าลงทุนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปี ได้ผลตอบแทน 14,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิม9,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 80% เลยทีเดียว เริ่มน่าสนใจขึ้นมาบ้างหรือยัง?”

สำหรับ แฟนพันธุ์แท้เงินฝาก นั้น เชื่อว่าส่วนใหญ่ ไม่ชอบเสี่ยง ขอเน้นเรื่อง สภาพคล่อง ถึงจะได้ดอกเบี้ยต่ำก็พอเข้าใจ อยากใช้เงินปุ๊บ..ก็ได้เงินปั๊บ (T+0) รวดเร็วทันใจ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่การเอาไปกองไว้มากเกินไปก็อาจทำให้คุณ สูญเสียโอกาส ในการลงทุนไปโดยไม่รู้ตัว ลองสำรวจดูเงินในบัญชีเงินฝากของคุณดูก็ได้ จริงๆ แล้ว คุณต้องการสภาพคล่องมากขนาดที่ต้องทิ้งเงินไว้มากมายขนาดนั้นเชียวหรือ?

“จะดีกว่ามั้ย?…ถ้าลองมาสำรวจเงินลงทุนของตัวเองดูอีกสักครั้ง จากที่เคยทิ้งไว้ในเงินฝาก 100% ก็มา เขย่าพอร์ตเงินฝาก ดูใหม่ ในขณะที่ยังตอบโจทย์ในเรื่องสภาพคล่องให้คุณได้ แถมได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าเดิม”

กระจายความเสี่ยงของพอร์ตเงินฝาก?….ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิดแน่นอน แนวคิดในเรื่อง กระจายความเสี่ยงไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่การกระจายไป ‘ข้ามสินทรัพย์’ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ เท่านั้น แต่ในระดับ ‘สินทรัพย์เดียวกัน’ ก็ทำได้ เช่น หุ้นกับหุ้น ตราสารหนี้กับตราสารหนี้ เป็นต้น

“ที่สำคัญยังคงคุณสมบัติของการกระจายความเสี่ยงเอาไว้ครบครัน คือ ช่วยให้ผลตอบแทนของพอร์ตดีขึ้น ความผันผวนน้อยลง มีความเสถียรภาพมากขึ้นนั่นเอง และนี่คือ 3 กองทุนเด่นจากKAsset ที่จะมาเติมเต็มพอร์ตเงินฝากของคุณได้เป็นอย่างดี เราไปทำความรู้จักแต่ละกองทุนกันเลยดีกว่า”

 

K-SFPLUS สภาพคล่องสูง…ผลตอบแทน ‘เหนือเงินฝาก’

           
ถ้าเก็บเงินไว้ในกองทุนที่ยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่องของ ‘สภาพคล่อง’ ได้ ไม่แตกต่างกับ ‘เงินฝากออมทรัพย์’ แต่ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า แค่คุณบริหารจัดการวางแผนการใช้เงินของคุณล่วงหน้าของคุณเล็กน้อยเท่านั้นเอง

ขายวันนี้…พรุ่งนี้ได้เงิน (T+1) แต่ชดเชยด้วยผลตอบแทนที่สูงขึ้นมา “กองทุนเปิดเค เอสเอฟ พลัส (K-SFPLUS)” คือคำตอบ โดยกองทุนให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 1.89% ต่อปี (ข้อมูล ณ 30 ก.ย. 62) และอย่างที่ทราบกันดีว่า…ผลตอบแทนของกองทุนนั้นจะขึ้นกับผลการดำเนินงานของกองทุนเป็นสำคัญ ไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนแต่ประการใด

ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากของกองทุน K-SFPLUS เป็นผลมาจากเหตุของนโยบายการลงทุนที่มุ่งเน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นคุณภาพดี พร้อมเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นผ่านการลงทุนใน เงินฝากต่างประเทศ อีกไม่เกิน 79% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน โดยในส่วนของการลงทุนต่างประเทศนั้นจะป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องของ ‘ความเสี่ยง’ ของอัตราแลกเปลี่ยนแต่ประการใด

“ดังนั้นสมมติว่า ณ วันที่ 30 ก.ย. 62 คุณนำ 1 ล้านบาท ในฝากออมทรัพย์ ย้อนหลังไป 1 ปี จะได้ดอกเบี้ย 5,000 บาท แต่ถ้าลงทุนในกอง K-SFPLUS จะได้ผลตอบแทน 18,900 บาท ซึ่งมีส่วนต่าง 13,900 บาทเลยทีเดียว”

กองทุนK-SFPLUS เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการ‘พักเงินระยะสั้น 2- 3 เดือน’ หรือจะใช้กระจายพอร์ตเงินฝากออมทรัพย์ เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยกองทุนจะคงอายุเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก (Portfolio Duration) ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งหากดูผลงานที่กองทุนทำได้ถือว่าสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ และสูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอายุ 1 ปี ก็ด้วยส่วนผสมที่เอื้อในการสร้างผลตอบแทน โดยยังคงจุดเด่นในเรื่อง ‘สภาพคล่อง’ เอาไว้ให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ขายวันนี้ ได้พรุ่งนี้ (T+1) กับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ น่าจะตอบโจทย์กลุ่ม ‘ผู้มีเงินออม’ ทิ้งไว้ในเงินฝากธนาคารได้เป็นอย่างดี

           
“ไม่เพียงเท่านี้…กองทุน K-SFPLUS ยังเหมาะกับการ พักเงินระยะสั้นเพื่อรอการลงทุน อีกด้วย เมื่อคุณมีกำไรจากการลงทุนในกลุ่มกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กองหุ้น หรือ กองทุนต่างประเทศ (FIF) เป็นต้น ก็สามารถขายเอาเงินมาพักไว้ เพื่อให้เงินของคุณได้ทำงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้ในจังหวะที่พักเงินไว้ก็ตาม ด้วยกลไกการคำนวณผลตอบแทนของกองทุนเองจะส่งผ่านผลตอบแทนออกมาให้นักลงทุนทุกวันอยู่แล้ว ต่างกับ‘เงินฝากออมทรัพย์’ ที่แม้จะคำนวณดอกเบี้ยให้ทุกวันก็จริง แต่จ่ายดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้งต่อปี จึงถือเป็นอีกประโยชน์ที่ผู้ลงทุนไม่ควรมองข้ามเช่นกัน”

 

K-FIXEDPRO”…ต่อยอดผลตอบแทนให้เหนือกว่า ‘ตราสารหนี้ไทย’

         
เป็นเรื่องปกติสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ที่จะชดเชยความเสี่ยงในเรื่องของสภาพคล่อง ไปกับ ผลตอบแทนที่ได้รับ นั่นทำให้ตราสารหนี้ระยะยาว มักจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น

ในท่วงทำนองเดียวกัน โอกาสการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้ต่างประเทศ’ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ‘ตราสารหนี้ไทย’ ก็ยังมีอยู่จริงในโลกของการลงทุน แม้ในบริบทเศรษฐกิจชะลอตัวและดอกเบี้ยทั่วโลกต่ำเช่นนี้ก็ตาม

 
“คงไม่ใช่ในยุคปัจจุบันที่คุณมีทางเลือก ‘การลงทุน’ ที่หลากหลาย และสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการเงินในลักษณะเดียวกันนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านี้ยังสามารถ ‘ติดปีก’ ให้เงินลงทุนของคุณบินไปหาผลตอบแทนได้ไกลนอกประเทศไทย ที่ไหนก็ได้ แล้วคุณจะหยุดอยู่กับทางเลือกเดิมๆ อยู่ทำไม? ”

สำหรับผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการ ‘สภาพคล่อง’ มากนัก แต่ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก ก็ยังมี“กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ โปรแอคทีฟ (K-FIXEDPRO)” ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้โดยเฉพาะ ด้วยจุดเด่นของผลตอบแทนที่เหนือกว่าการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้ไทย’ เพียงอย่างเดียว โดยยังคงใช้กลยุทธ์ในการบริหารเชิงรุก (Active Management) ในการคัดเลือกตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีระดับที่ ‘สามารถลงทุนได้ (Investment Grade)’ เท่านั้น ทั้งในและต่างประเทศ โดยจะเน้นไปใน ‘หุ้นกู้เอเชีย’ เป็นสำคัญโดยมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า90% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ

 
‘กองทุน K-FIXEDPRO’ ยังคงจุดเด่นในเรื่องผลตอบแทนเฉลี่ยที่คิดคำนวณให้ ‘ทุกวัน’ สามารถเข้ามาใช้ ‘ทดแทน’ เงินฝากประจำได้อย่างลงตัว ด้วยการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า เหมาะกับนักลงทุนที่ลงทุนได้ตั้งแต่ 1  ปี ขึ้นไป โดยผลตอบแทนคาดหวังที่กองทุนตั้งเป้าจะทำให้ได้เฉลี่ยในระยะยาวอยู่ที่ 2.5 – 3.0% ต่อปี

“ที่สำคัญ ‘กองทุน K-FIXEDPRO’ ยังร่วมกันบริหารระหว่าง ‘KAsset’ ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในตราสารหนี้ไทย และ ‘AlianceBernstein’ ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก ที่บริหารสินทรัพย์มากกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ ทำหน้าที่เป็น Outsourced Fund Manager ซึ่งน่าจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนได้เป็นอย่างดี”

 

K-GINCOME”…สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอใน ‘ระยะยาว’

        
นักลงทุนปัจจุบันล้วนต้องเผชิญกับ ความผันผวนของตลาด การจะเทใจไปในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่คำตอบ แต่ การกระจายการลงทุน (Asset Allocation) ไปในสินทรัพย์ที่หลากหลายจะช่วยตอบโจทย์การสร้างผลตอบแทนที่ดีในทุกภาวะตลาดให้กับคุณได้เป็นอย่างดี

         
“กองทุนเปิดเค โกลบอล อินคัม (
K-GINCOME)” เป็นกองทุนที่ถูกสร้างมาเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อให้สินทรัพย์แต่ละประเภทสร้างผลตอบแทนในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน จัดอยู่ในกลุ่มกองทุนประเภท ‘Multi Asset’ ซึ่งทำให้คุณลงทุนได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องไปจับจังหวะตลาดแต่ประการใด ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของกองทุนประเภทนี้เลยทีเดียว

‘กอง K-GINCOME’ ลงทุนในหน่วยลงทุนของ ‘กองทุนหลัก JPMorgan Investment Funds - Global Income Fund,Class A (mth)-EUR’ ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลกกว่า 2,500 สินทรัพย์ มีกลยุทธ์การลงทุนกว่า 500 กลยุทธ์ และมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละประเภทสินทรัพย์กว่า 50 คน ทำหน้าที่มุ่งหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายรับอย่างสม่ำเสมอเช่น ลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่มีการจ่ายปันผลสูง (Global Equity) ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก (Global REITs) ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่ลงทุนได้ (Non-Investment Grade) ทั้ง US High Yield, European High Yield รวมถึงตราสารหนี้ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ เป็นต้น

           
“โดยมุ่งหวังรายรับในรูปของ ‘เงินปันผล’ และ ‘ดอกเบี้ยรับ’ อยู่ที่ประมาณ 4-6% ต่อปี นอกจากนี้ กองทุนยังมีความความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเริ่มต้นลงทุนจาก 6 ประเภทสินทรัพย์ ขยายมาเป็นกว่า 12 ประเภทสินทรัพย์ในปัจจุบัน”

           
ปัจจุบัน ‘กองทุน K-GINCOME’ มีการแบ่งชนิดหน่วยลงทุนเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ‘กอง K-GINCOME-A(A)’ ชนิดสะสมมูลค่า และ ‘กองทุน K-GINCOME-A(R)’ ชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติสูงสุดไม่เกิน 12 ครั้งต่อปี โดยผู้ลงทุนจะได้รับเงินค่า ขายคืนอัตโนมัติ(Auto Redemption)’ ในลักษณะคล้ายกับการได้รับเงินปันผล แต่จะต่างกันตรงที่เงินค่าขายคืนนี้จะ ไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย’ เหมือนกับเงินปันผล จึงทำให้สามารถส่งผลตอบแทนกลับคืนแก่ผู้ลงทุนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรายรับสม่ำเสมอทุกเดือน

“ทั้งนี้ นับตั้งแต่จัดตั้ง กองทุน K-GINCOME-A(R) เมื่อปีพ.ศ 2558 กองทุนมีการจ่ายเงินค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง ทุกเดือนรวมทั้งสิ้น 50ครั้ง เป็นเงิน 2.0174 บาทต่อหน่วย โดยกองทุนนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนต่อเนื่องในระยะยาว 5 ปีขึ้นไป”

เราได้รู้จักกับ 3 กองทุนเด่นจาก KAsset กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาเริ่มต้นจริงจัง โดยจะขอยกตัวอย่างการปรับพอร์ตเงินฝาก100% มาเป็น พอร์ตเงินฝาก PLUS PLUS โดยอาศัยจุดเด่นของทั้ง 3 กองทุน ได้แก่

  • ‘กองทุน K-SFPLUS’ ที่มีจุดเด่นเรื่องสภาพคล่องสูงและผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก
  • ‘กองทุน K-FIXEDPRO’ ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนที่
  • ‘กองทุน K-GINCOME’ กระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทอื่นทั่วโลก เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนในทุกสภาวะตลาด

“จากเงินฝากออมทรัพย์ 100% ก็ลดลงมาเหลือ 15% กระจายไป ‘กองทุน K-SFPLUS’ 25%, ‘กองทุน K-FIXEDPRO’ 25% แล้วตบท้ายด้วย ‘กองทุน K-GINCOME’ 35% ผลตอบแทนจะเพิ่มจาก 0.5% เป็น 2.23% เพิ่มขึ้น 1.73% โดยยังตอบโจทย์ในเรื่องสภาพคล่องที่มีสัดส่วนถึง 40% เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ผลตอบแทนก็ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาเช่นเดียวกัน”

สุดท้ายนี้เราไม่อยากให้คุณยอมจำนนกับ ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ในเมื่อคุณมีทางเลือก ไม่อยากให้คุณกลัวกับเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ‘ความไม่แน่นอนสูง’ จนไม่ยอมลงทุน ทำให้คุณพลาดโอกาสได้รับ ‘ผลตอบแทนที่ดีกว่า’ ไปอย่างน่าเสียดาย เพียงแค่คุณ ‘ปรับกลยุทธ์’ การลงทุนด้วยการผสม 3 กองทุน ‘K-SFPLUS/K-FIXEDPRO/K-GINCOME’ เติมเต็มพอร์ตเงินฝาก หรือพอร์ตการลงทุนของคุณอย่างเหมาะสม เพียงเท่านี้…คุณก็จะสามารถข้ามผ่านอุปสรรคการลงทุนในยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ และ ‘ความผันผวนสูง’ ได้อย่างแน่นอน

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด