“การลงทุนในหุ้น”...แตกต่างกับ ‘การเล่นหุ้น’ อย่างไร?
“หุ้น” คือตราสารที่ออกโดยบริษัทเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของการลงทุน หมายถึงการใช้เงินซื้อทรัพย์สินในวันนี้ และหวังว่าทรัพย์สินที่ซื้อจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต คำว่า “ทรัพย์สิน” จะครอบคลุมทั้ง ทรัพย์สินที่ ‘จับต้องได้’ เช่น ที่ดิน ทองคำ และทรัพย์สินที่เป็น ‘เอกสารแสดงสิทธิ์’ เช่น พันธบัตร สลากออมสิน ตราสารทางการเงิน หุ้น

“หุ้น” คือตราสารที่ออกโดยบริษัทเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของการลงทุน หมายถึงการใช้เงินซื้อทรัพย์สินในวันนี้ และหวังว่าทรัพย์สินที่ซื้อจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต คำว่า “ทรัพย์สิน” จะครอบคลุมทั้ง ทรัพย์สินที่ ‘จับต้องได้’ เช่น ที่ดิน ทองคำ และทรัพย์สินที่เป็น ‘เอกสารแสดงสิทธิ์’ เช่น พันธบัตร สลากออมสิน ตราสารทางการเงิน หุ้น

 

การซื้อขายทรัพย์สินสามารถทำได้หลายวิธี ‘การซื้อ-ขายที่ดิน’ ไม่มีสถานที่ซื้อขายแน่นอน ผู้ซื้อ-ผู้ขายนัดทำการซื้อขาย แล้วไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ‘การซื้อ-ขายทองคำ’ ทำได้ที่ร้านทอง ในทำนองเดียวกัน ‘การซื้อ-ขายหุ้น’ ทำได้ผ่านกลไกของตลาดหลักทรัพย์โดยทั่วไปเราเรียกการซื้อขายหุ้นผ่านกลไกตลาดหลักทรัพย์ว่า ‘การลงทุน’ และมีไม่น้อยที่จะถูกเรียกว่า ‘การเล่นหุ้น’

 

ถ้าจะแบ่งการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ตามระยะเวลาในการถือครอง เราอาจแบ่งเป็น 2 แบบ คือ การลงทุน ‘ระยะยาว’ และการลงทุน ‘ระยะสั้น’

 

“ผู้ที่ถือครองหุ้นระยะยาว หวังผลตอบแทนสม่ำเสมอ คาดหวังว่าราคาหุ้นจะสูงขึ้นตามอัตราการเจริญเติบโตของบริษัท (มองราคาหุ้นเป็นเส้นสีแดง) มีการถือครองหุ้นนานเป็นเดือน ปี หรือหลายปีส่วนใหญ่นักลงทุนประเภทนี้จะถูกเรียกว่า นักลงทุน

 

 

ใน “ตลาดหุ้น” มีปัจจัยมากมายที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น ราคาหุ้นมีการขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าแนวโน้มระยะยาวราคาหุ้นจะเป็นเช่นไร ในช่วงสั้นๆ ราคาหุ้นจะมีการเคลื่อนไหวแกว่งตัวขึ้นลงไปตาม เหตุการณ์ ข่าวสาร ข้อมูล และความต้องการซื้อ-ขายในเวลานั้นๆ การที่ราคาหุ้นขึ้นหรือลงตลอดเวลานี่เอง มีนักลงทุนบางส่วนเห็นโอกาสในการทำกำไรจากการขึ้น-ลงนี้ โดยหวังผลตอบแทนจากราคาหุ้นที่ขึ้นลงในระยะสั้นๆ

 

อาศัยผลกระทบของเหตุการณ์ ข่าวสาร ที่เวลาปัจจุบัน มากกว่าการอ้างอิงกับแนวโน้มการเจริญเติบโตของบริษัทในระยะยาว เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นถึงระดับที่พอใจ หรือเมื่อหมดผลกระทบ จะขายหุ้นเพื่อทำกำไร และเปลี่ยนไปซื้อหุ้นตัวใหม่

 

“นักลงทุนประเภทนี้จะซื้อขายบ่อยครั้ง ถือหุ้นเพียงไม่กี่วัน หรือในบางครั้งอาจจะซื้อเช้าขายเย็น ถือหุ้นไม่ทันข้ามวัน นักลงทุนประเภทนี้ซื้อมาขายไปเหมือนเล่นขายของ บางวันอาจจะมีการซื้อขายหุ้นตัวเดียวกันหลายครั้ง จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘เล่นหุ้น’ บางครั้งนักลงทุนจะถูกเรียกว่า นักเล่นหุ้น หรือนักเก็งกำไร (ถ้าเก็งถูก)”

 

 

ปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อผลตอบแทนจากการลงทุนคือ ‘ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย’ นอกเหนือจากค่าหุ้นที่จะต้องจ่ายหรือได้รับแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมที่นักลงทุนทุกท่านจะต้องเสียเพิ่ม ไม่ว่าจะซื้อหรือจะขาย เช่นในการซื้อ ต้องจ่ายเงินเท่ากับค่าซื้อ+ ค่าธรรมเนียม เมื่อขายหุ้นจะได้รับเงินเท่ากับค่าหุ้น- ค่าธรรมเนียม ถ้ามีการซื้อขายหลายครั้งต้องเสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลายรอบ กำไรที่ได้อาจจะน้อยลงในบางครั้งกำไรที่ได้อาจจะไม่คุ้มกับค่าธรรมเนียมที่ต้องเสีย

 

ในมุมมองของนักเล่นหุ้น (หรือนักลงทุนระยะสั้น) มักคิดว่าในจำนวนเงินเท่าๆ กัน จะมีโอกาสที่จะทำกำไรได้หลายรอบแต่ละรอบการซื้อขายอาจได้กำไรไม่มาก แต่ถ้านำผลหลายรอบมารวมกัน ผลตอบแทนที่ได้น่าจะเป็นที่พอใจ แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า อาจประสบกับการขาดทุนได้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในระยะยาวแล้วโอกาสการขาดทุนจะน้อยกว่า เพราะความผันผวนจะลดลงตามระยะเวลาของการลงทุน

 

ในมุมมองของนักลงทุน การถือครองหุ้นระยะยาว นอกเหนือจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่น้อยกว่าแล้ว ยังมีโอกาสที่จะได้รับสิทธิอื่นๆ อย่างเช่นเงินปันผล และผลตอบแทนโดยรวมที่ได้ก็น่าพอใจเช่นกันด้วย

 

ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทไหน  สิ่งที่ทุกคนจะต้องทำคือ ศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างดีที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ ‘ผลตอบแทน’ นั่นเอง

 

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,TFPA Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th

 

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด