GOLD-ทองแท่ง-รูปพรรณ

“โควิด-19” ไม่จบดันราคาทองไปต่อ! หลังครึ่งปีแรกทองในประเทศราคาพุ่งแล้ว 5,200 บาท “นายกสมาคมค้าทองคำ” คาดไตรมาส 3 ทองแท่งในประเทศทะลุ 27,100 บาท ฟาก “บล.โกลเบล็ก” ชี้ปัจจัยหนุนเพียบ ราคาทองต่างประเทศมีโอกาสทดสอบ 1,900 ดอลลาร์ เหตุผู้ติดเชื้อไวรัสทั่วโลกยังพุ่ง-เฟดต้องคงมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบ-แถมความต้องการทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มขึ้น 30%

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากปัจจัยลบที่ยังกดดันเศรษฐกิจ ทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ถือเป็นปัจจัยหนุนที่ทำให้ราคาทองปรับขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ยืดเยื้อนำไปสู่การอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางต่าง ๆ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลเสถียรภาพของค่าเงินและหันมาถือทองคำมากขึ้น

“ราคาทองที่ปรับขึ้นรอบนี้ต่างจาก8 ปีที่แล้ว โดยรอบนี้มีความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันสหรัฐที่เข้ามาเก็บทองคำ เพราะในภาวะแบบนี้ ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ตัวหนึ่งที่มั่นคง โดยราคาทองคำแท่งในประเทศน่าจะมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ในไตรมาส 3 จากเดิมที่เคยขึ้นสูงสุดที่ 27,100 บาท เมื่อเดือน ก.ย. 2554 จากราคาปัจจุบันที่ 26,700 บาท ก็ห่างกันแค่ 400 บาทเท่านั้น ถือเป็นทางเลือกลงทุนที่น่าสนใจ” นายจิตติกล่าว

โดยช่วงนี้สถานการณ์การซื้อขายทองคำของลูกค้าที่ร้านค้าทองนั้น แม้ว่าราคาทองจะปรับขึ้นทำจุดสูงสุด แต่เนื่องจากช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ลูกค้าได้นำทองคำมาเทขายกันค่อนข้างมากแล้ว ดังนั้น แรงขายปัจจุบันจึงแผ่วลงและเริ่มเห็นแรงซื้อเข้ามาบ้าง แต่เข้ามาเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนของการส่งออกทองคำ เพื่อให้สอดคล้องกับแรงขายที่เข้ามานั้น นายจิตติกล่าวว่า ร้านค้าทองคำยังสามารถจัดการกับสต๊อกทองคำและการส่งออกได้ดี แม้ว่าเที่ยวบินที่ส่งออกทองคำยังจำกัดเพียง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ จากสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลกแต่เนื่องจากไม่ได้เกิดปรากฏการณ์เทขายทองคำอย่างหนักเหมือนช่วงต้นปีส่งผลร้านค้าทองยังสามารถจัดการกับสต๊อกได้ดี

มุมมองราคาทองโลก

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคาทองคำต่างประเทศ (gold spot) ปรับขึ้นทดสอบจุดสูงสุดรอบเกือบ 9 ปี ที่ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ไปแล้ว และยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น โดยได้รับปัจจัยบวกจากยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19ในโลกที่ยังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คงมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำต่อไป

นอกจากนี้ การอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจที่ลดลง และมูลค่าของเงินที่ลดลง โดยจากข้อมูลของสภาทองคำโลก (World Gold Council) พบว่า ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มอยากถือทองคำเพิ่มขึ้นที่ระดับ 20-30% จากปี 2562 ที่ 10% ขณะที่กองทุนทองคำโลก (SPDR) ที่ธนาคารกลางต่าง ๆ ซื้อขายทองคำผ่านกองทุนดังกล่าว มีการซื้อสุทธิทองคำเพิ่มขึ้น 300 ตัน มาอยู่ที่ 1,200 ตัน จากต้นปีถือทองคำ 900 ตัน ส่วนปัจจัยกดดันราคา อาทิ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาดีขึ้นหลังช่วงล็อกดาวน์ ซึ่งหากไม่มีการล็อกดาวน์รอบ 2 ก็จะเป็นความเสี่ยงให้ทั่วโลกลดการถือทองคำลง

“แนวโน้มราคาทองคำต่างประเทศในช่วง 1 เดือนต่อจากนี้ เรามองไว้ที่ 1,750-1,850 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยคาดว่าทองคำจะยังคงเป็นขาขึ้นมากกว่าขาลง เพราะโควิดคงจะยังไม่จบเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 จำเป็นจะต้องฉีดให้ถึง 60% ของประชากรทั้งหมดของแต่ละประเทศ จึงจะไม่มีความเสี่ยงที่เชื้อจะกลับมาระบาดได้อีก ซึ่งคาดว่ารัฐบาลต่าง ๆ อาจมีการกู้หนี้เพิ่มเพื่อจัดสรรงบฯฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน และจะส่งผลกดดันต่อเสถียรภาพด้านการเงินของแต่ละประเทศในระยะถัดไป ทั้งนี้ คาดว่าราคาทองมีโอกาสที่จะปรับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 1,900 ดอลลาร์/ออนซ์”

ส่วนทองคำในประเทศ บล.โกลเบล็กประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 25,670-27,290 บาท/บาททองคำ บนสมมติฐานค่าเงินบาทที่ 31.20 บาท/ดอลลาร์ โดยคาดว่าในระยะยาว ราคาในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นทดสอบจุดสูงสุดเดิมเช่นกันที่ 28,420 บาท/บาททองคำ อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรระวังค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นได้น้อยกว่าราคาทองคำต่างประเทศ

“ตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงปัจจุบัน ราคาทองคำต่างประเทศปรับขึ้นแล้ว ประมาณ 19.5% หรือปรับขึ้นประมาณ 283 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นประมาณ 24% หรือ 5,200 บาท/บาททองคำ อานิสงส์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าช่วงต้นปี” นายณัฐวุฒิกล่าว

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด