เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทย 3Q63 “ยิ่งปรับขึ้นไป ยิ่งไกลพื้นฐาน” แนะลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ปันผลเด่น

สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASPS) ในกลุ่ม บมจ. เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (ASP) ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในไตรมาสที่ 3 ยังเผชิญกับปัจจัยกดดันหลายเรื่อง ทั้งภายในและภายนอก และยังมีราคาแพงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาค จะกดดันเงินทุนไหลเข้า

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ ASPS บอกว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยซื้อขายกันที่ P/E Ratio ปีนี้ สูงเกิน 20 เท่า ซึ่งแพงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ปีนี้ของไทยลดลง 27.5% ถือว่าต่ำสุดในภูมิภาค เชื่อว่าจะกดดันให้ Fund Flow ชะลอการไหลเข้า ขณะที่แรงขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยยังคงต้องพึ่งพิง Fund Flow จากนักลงทุนในประเทศเป็นหลัก

ภาพรวมการลงทุนในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ยังมีหลากหลายปัจจัยกดดันการลงทุน โดยในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ยังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วโลก อาทิ การเคลื่อนย้ายคน สิ่งของ การจ้างงาน และปัจจัยสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ซึ่งมีแรงกระตุ้นจากความตึงเครียดสถานการณ์จีน-ฮ่องกงที่เพิ่มความร้อนแรงมากขึ้น ฯลฯ

สำหรับในประเทศ แม้สถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มดีมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 63 บล.เอเซีย พลัส คาดว่า จะหดตัว 8.4% ขณะที่เม็ดเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก พรก. 3 ฉบับออกมาไม่เต็มที่ โดยรวมคาดภาพเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง หลังโควิด-19 จะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยประเมินจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเกือบทุกตัวทั้ง การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ การบริโภคในประเทศ

ส่วนการลงทุนเอกชนชะลอลงแรง คงเหลือแรงขับเคลื่อนเพียงการใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น งานก่อสร้าง งานประมูลโครงสร้างพื้นฐาน โครงข่ายโทรคมนาม และมาตรการกระตุ้นการบริโภคจากภาครัฐที่ยังมีอยู่

นายเทิดศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 63 ประเมินกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ไทยล่าสุด อยู่ที่  6.88 แสนล้านบาท (EPS เท่ากับ 64 บาท/หุ้น) พิจารณาภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนครึ่งปีแรก พบว่ากำไรงวดไตรมาสแรก อยู่ที่ 1.06 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2563 ส่วนงวดไตรมาสที่ 2 คาดอาจไม่ได้ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทำให้ครึ่งปีแรก บจ. อาจทำกำไรได้เพียง 30-40% ของประมาณการปี 2563 ที่สายงานวิจัยไว้ ส่งผลให้ช่วงที่เหลือของปี บริษัทจดทะเบียนจะต้องทำกำไรเกินกว่า 60-70% ของประมาณการ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายพอสมควร โดยประเมินความเสี่ยงกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2563 มีโอกาสถูกปรับลงอีก สวนทางกับ SET Index ที่ปรับขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะที่ "ยิ่งปรับขึ้นไป ยิ่งไกลพื้นฐาน"

คุณเทิดศักดิ์ กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนไตรมาสที่ 3 ปี 63 นี้ เนื่องจากสถานการณ์ในปีนี้มีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย ดังนั้น การลงทุนจึงต้องเน้นหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุน และกลุ่มหุ้นที่อิงกระแสการประมูลโครงการลงทุนของรัฐ และมาตรการกระตุ้นการบริโภค เลือก BGRIM, CPF, CPALL, INTUCH, INSET, SEAFCO โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index อยู่ในกรอบ 1,250-1,420 จุด

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด