ภาพไฮไลต์

เรียกได้ว่าเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัว สำหรับมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 เมญ่า นนธวรรณ ที่ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวมรสุมความรักที่ผ่านมาในชีวิต ผ่านทางรายการ Club Friday Show 2020 โดย เมญ่า เล่าว่า 

ตอนนี้ตัวเองกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแบบเต็มตัว 100% ตั้งแต่วันแรก ไม่มีพี่เลี้ยง ทำทุกอย่างเอง เพราะสังเกตและเห็นคนรอบข้างเลี้ยงลูก บางคนมีพี่เลี้ยงแล้วรู้สึกว่าเด็กบางคนจะติดพี่เลี้ยง ไม่ติดแม่ ไม่ติดพ่อ และเคยอ่านมาเขาบอกว่า 1-3 ปีแรก เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก

และถ้าผ่านช่วงนั้นไป เด็กก็จะรู้สึกอะไรในอนาคตก็จะอยู่ในช่วงนี้ที่จะฝังใจเค้าอยู่ เหมือนเป็นช่วงวางรากฐานชีวิต เค้าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย เมญ่าโชคดีมากๆ เพราะเลี้ยงเองถ้าเป็นเด็กดื้อด้วยคงทรมานมาก แต่ตอนนี้คือวิ่งตามเหนื่อยมาก เริ่มเป็นตัวของตัวเองแล้ว แต่มีความระเบียบเรียบร้อยเหมือนคุณพ่อ

เมื่อพี่อ้อยถามว่า ตอนนี้เมญ่ากลับมาเข้าสู่วงการหลังจากที่หายไปพักหนึ่ง เมญ่าบอกว่าตอนนี้ก็เริ่มเปิดโอกาสให้ตัวเองกลับมาทำงานได้เต็มที่มากขึ้น เราเปลี่ยนจากเมื่อก่อนโฟกัสที่ครอบครัวเป็นหลัก สามีเป็นหลักเลย แต่ตอนนี้จะโฟกัสที่งานเป็นหลักบ้าง เพื่อเราจะได้มาดูแลลูกได้ และได้มีเวลากลับมาที่เมืองไทยมากขึ้น แต่ตอนนั้นไม่ได้หันหลังให้วงการ 100% ถ้ามีโอกาสแล้วมันพอดี มันเหมาะและลูกพร้อม คิดว่าจะกลับ แต่ตอนนี้คิดว่ากลับมาก่อนดีกว่า เพราะว่าลูกค่อนข้างเลี้ยงง่าย

ตอนเด็กเมญ่าโดนบูลลี่เยอะมาก เจ้าตัวบอกว่า มองเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ใครๆ ก็ต้องโดนกันทุกคน เราก็ไม่ได้คิดอะไร ส่วนใหญ่ตอนเด็กๆ จะโดนบูลลี่เรื่องผิว หัวหยิก ตอนเด็กๆ เราเป็นคนกล้าแสดงออก พอครูจะขอให้ไปช่วยเต้น เราก็ยกมือสูงคนแรก แต่ครูมองข้าม ครูไปเอาคนข้างหลัง เราไม่ได้คิดอะไรแต่เราน้อยใจมากกว่า

แต่เราก็ไม่ท้อถอยจากที่ไม่ได้รำจึงผันไปร้องเพลง ซึ่งเริ่มล่ารางวัลมาตั้งแต่ตอน 7 ขวบ เราคิดว่าการร้องเพลงจะเป็นเป้าหมายในชีวิตในอนาคต เพราะว่าตอนเด็กๆ เป็นตัวแทนจังหวัดได้เป็นนักร้อง สร้างชื่อเสียง มีเงินทองดูแลครอบครัว นั่นคือสิ่งที่คิดมาตลอด เมญ่าเป็นคนที่มีความสามารถหลายอย่าง มีทั้งการร้องเพลง ตีกลอง ตีกอล์ฟ เรียกได้ว่าใช้ความเก่งในทุกด้านเพื่อลบคำดูถูก

เมญ่าเข้ามาสู่วงการนางงามได้โดย ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเราอยากจะเป็นนางแบบในอนาคต มีความฝันหลายอย่าง ตอนนั้นก็เริ่มประกวดนางแบบ จนได้เป็นตัวแทนไปประกวดที่จีน ซึ่งตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขกับการได้เป็นตัวแทนประเทศ และเริ่มเข้าสู่วงการนางงาม โดยมีพี่เลี้ยงแนะนำให้เมญ่าเข้าประกวดนางงามก็เลยลองไปประกวด

ซึ่งสิ่งที่ทำให้เมญ่าอยากเป็นนางแบบ เพราะนางแบบเขาไม่มองที่ความสวย เขามองที่เอกลักษณ์ของเรา พยายามคิดบวกในสิ่งที่เรายอมรับได้ และจุดที่เปลี่ยนความคิดของเมญ่า พอแฟนนางงามบอกให้เมญ่ามาประกวด เมญ่าก็ประกวดตอนนั้นเลย แต่ไม่ได้ประสบความสำเร็จ ผลการเรียนก็ตก เลยหยุดไว้ก่อน กลับมาเรียนให้เต็มที่ก่อน

และกลับไปประกวดอีกครั้งตอนเรียนปีสุดท้าย ประกวดโดยไม่มีพี่เลี้ยง ตอนนั้นแต่งหน้า ทำผมเอง และแม่ช่วยซื้อชุดให้ ซึ่งมันเป็นข้อดีของการประกวดนางงามอยู่แล้ว เพราะตอนไปประกวดที่เมืองนอกเราต้องทำทุกอย่างเองหมดอยู่แล้ว

ซึ่งตอนนั้นตัวเมญ่าเองเรียกได้ว่าเป็นหมากที่สำคัญในการดำเนินชีวิตของคุณแม่ ซึ่งตอนเด็กอะไรที่เขาไม่สามารถมีได้ เขานำมาผลักที่เราแทน อย่างเรียนให้เต็มที่ เรียนที่ที่ดีที่สุด มีกฎมีระเบียบ ทำทุกอย่างตามที่เขาอยากให้เราเป็น เหมือนคุณแม่เข้ามาควบคุมเราเยอะมากเหมือนกัน แต่ในจุดนั้นเมญ่าเข้าใจว่าคุณแม่เป็นคนที่หวังดีกับเราที่สุด

แม่คือผู้ที่สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเรา และตอนนั้นเรามีปัญหาเรื่องเงิน จากครอบครัวที่มีทุกอย่าง พอถึงตอนที่จะประกวดคือทุกอย่างหายไปหมด เราไม่มีที่อยู่ แต่เมญ่าไม่เคยบอกใครเรื่องนี้ เพราะอยากให้ทุกคนเห็นว่าเมญ่าตั้งใจ อยากเป็นจุดหนึ่งที่เปลี่ยนสังคมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ รุ่นหลัง

มาถึงเรื่องความรักของเมญ่า ความรักก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จสักเท่าไร แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยนานาชาติกลับฮอต มีคนเข้ามาจีบเยอะเลย แต่ก็มีบางอย่างที่เข้ากันไม่ได้ โดยเมญ่าเองเรียกได้ว่าเป็นลูกสาวที่คุณแม่หวง ซึ่งผู้ชายที่เข้ามาต้องถูกสกรีน ซึ่งคนที่เข้ามากลัวแม่เมญ่าทุกคน แม้กระทั่งเพื่อนยังกลัว

แต่เมญ่าก็มีแฟนในที่สุด เรียกว่าเราแอบมีแฟน เป็นรักครั้งที่ 2 ที่เมญ่าเรียกว่ารักจริงๆ ตอนเมญ่าอายุ 19 ปี การแอบแม่มีแฟนถือว่ายากมาก จนต้องแอบพี่ชายพี่สาวไปด้วย คนนี้เป็นแฟนชาวต่างชาติ เมญ่ารู้สึกว่าเขาอยู่กับเรา แล้วพาเราไปในทางที่ดี รักครั้งนี้เกือบ 5 ปี โดยปัญหาที่ต้องเลิกกัน

เมญ่าสงสารเขา เพราะหลังจากที่เราได้ตำแหน่ง แม่เริ่มเข้ามาอยู่กับเมญ่าตลอด 24 ชั่วโมง แล้วแม่ก็บอกว่าห้ามพูดว่าเรามีแฟน แต่เมญ่าก็เข้าใจในสิ่งที่แม่บอก เพราะแม่อยากให้เราโฟกัสกับการทำงานให้เต็มที่ เนื่องจากเมญ่าทำงานแทบทุกวัน

แต่สุดท้ายก็ต้องบอกเลิกแฟนคนนี้เพราะสงสารเขา ไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะสามารถใช้ชีวิตเป็นแฟนปกติได้ ไม่อยากรอเปิดตัวถึงตอนอายุ 30 ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเมญ่าเพิ่งอายุประมาณ 24 เอง พยายามบอกเลิกหลายครั้ง หาเรื่องที่จะบอกเลิกเพราะไม่อยากให้เราทั้งคู่ต้องทน อยากให้เขาได้ไปหาคนที่เหมาะกว่านี้ ถามว่าเสียใจหรือเสียดายไหม เสียใจ แต่ถ้าวันนั้นไม่ทำแบบนั้นก็คงไม่มีวันนี้

พอได้มาเจอกับคนใหม่ ได้มาแต่งงานกัน สืบเนื่องมาจากการที่เพื่อนแนะนำให้ แต่ตอนนั้นเขาไม่ใช่คนที่เราชอบ อายุก็มากกว่าเยอะมาก ซึ่งห่างกัน 19 ปี ซึ่งช่วงนั้นเรียกว่าเป็นจุดต่ำสุดของชีวิต มีปัญหาในชีวิต แล้วเขาก็เข้ามาพอดี และช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนเก่าที่บอกเลิกไปอยากกลับมาอีกครั้ง แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าคนใหม่คำพูดเขาดูคิดบวก

ตอนนั้นเมญ่าเองก็ต้องการพลังบวกมาก เพราะตอนนั้นความคิดคืออยากตายตลอด เมญ่าก็ได้แต่อดทน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเมญ่าบอกกับฟิลลิปว่าไม่อยากอยู่แล้ว และยังมีคนเอาแต่บอกว่า เมญ่าแต่งงานกับฟิลลิปเพราะฟิลลิปรวย แต่ตอนนั้นเมญ่ารู้แค่ว่า เขาเป็นคนที่คิดบวกและพร้อมที่จะพาเราออกจากจุดนี้

เมญ่าก็ได้เผยว่า ตอนที่ฟิลลิปมาขอหมั้น คบกันได้ตอนนั้น 6 เดือน แล้วแม่ก็ไม่พอใจเหมือนเดิม แต่ตอนนั้นมันถึงเวลาที่ต้องเลือกอะไรด้วยตัวเอง จนปีกว่าๆ ก็ตัดสินใจแต่งงาน แต่ตอนนั้นคือก็มีน้องแล้ว ซึ่งปล่อยมาตั้งแต่เริ่มหมั้น ฟิลลิปก็อยากจะมีน้องอยู่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่ดื้อกับคุณแม่

เมญ่าอยากมีครอบครัว อยากสร้างครอบครัวใหม่ เปิดโลกมากขึ้น และตอนนั้นเองเมญ่าก็ได้ตัดสินว่าจะเป็นภรรยาและแม่ที่ดี ตอนนั้นเมญ่าแค่อยากทำให้ดีที่สุด ไม่อยากมานั่งเสียใจในวันที่เราทำอะไรไม่ดี แต่ตอนนี้เมญ่ารู้ตัวเองว่าทำดีที่สุดแล้ว ทำทุกอย่างที่สุดของคนเป็นภรรยา พร้อมเป็นแม่ที่จะทำได้แล้ว

พอถึงตอนที่ต้องแยกกันอยู่ เป็นความรู้สึกที่เราต้องเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ตัวเขาก็ยังให้ตอบคำถามนี้ไม่ได้ แต่เมญ่ารู้แค่ว่า ณ ตอนนั้นเขาเป็นโลกทั้งใบของเมญ่า เป็นผู้ชายที่ดีที่สุด ต่อให้ใครมาพูดอะไรเราก็ไม่เชื่อ เพราะเรารู้แค่ว่าเราเชื่อใจและมั่นใจในตัวเขา และเขาเป็นคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่และหวังดีกับเรา

พอถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่า ทำไมคุณถึงได้เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ทั้งที่ตอนนั้นคุณเป็นคนที่คิดบวกทุกอย่าง ทุกครั้งที่ฉันคิดถึงคุณสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นในชีวิตฉัน

แต่ตอนนี้เขาไม่ทำตามสัญญาที่เราคุยกันไว้ก่อนแต่งงาน เช่น สิ่งนี้รับได้ สิ่งนี้รับไม่ได้ โอเคได้แค่ไหน เขารู้ทุกอย่าง เราจึงตัดสินใจแต่งงานและข้อนี้เลยที่ทำให้เราอยู่กันยากมากขึ้น เรียกว่าเป็นคุณสมบัติพื้นฐานการเป็นคู่ครองที่สามีควรจะมีและเขาไม่สามารถเป็นได้ เมญ่าก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราอดทน สิ่งที่เราให้เขามาตลอดเพื่ออะไร

เราเป็นคนที่อดทนมาตลอดเพราะไม่อย่างนั้นเมญ่าก็ไม่สามารถผ่านหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างมาได้ หลายๆ คนบอกทำไมไม่อดทนเพื่อลูก คือเราไม่รู้แล้วว่าจะอดทนอย่างไรแล้ว อดทนจนเรารู้สึกว่าไม่ให้เกียรติตัวเองแล้ว และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่เราไม่เชิงบอกเลิก เมญ่าอยากทำให้เขาเห็นว่าเราไม่ใช่คนที่จะทำอะไรก็ได้

เขายังคาดหวังความสวยของเราอยู่ ถึงแม้จะเป็นการแต่งงานแล้ว เขาไม่ได้พูดว่าจะต้องสวยหรือหุ่นดี แต่เมญ่าคิดว่าเขาก็คาดหวังในสิ่งที่เขาอยากได้ภรรยาเพอร์เฟกต์

สถานะตอนนี้คือเป็นการลดสถานะความสัมพันธ์ในฐานะคนรัก ถ้าอยู่จุดที่รักเขาแล้วมันทุกข์ รู้สึกตัวเองไม่มีค่า เราควรถอยออกมาในจุดที่เรารู้สึกว่ามีค่าดีกว่า โดยเมญ่าเติบโตมาโดยที่เห็นแม่อดทน เห็นครอบครัวรอบข้างอดทนเพื่อลูก เรียกได้ว่าเมญ่าเกิดมาในครอบครัวที่มีทั้ง 2 แบบ กลุ่มหนึ่งไม่มีพ่อ อีกกลุ่มหนึ่งคือเรามีทุกอย่าง

และเมญ่าได้เรียนรู้แล้วว่า การมีครบแต่พ่อแม่ไม่ได้มีความสุขทั้งสองฝ่าย ลูกก็ได้รับผลนั้นเช่นเดียวกันต่อให้อยู่กันครบ เราปฏิญาณกับตัวเองไว้ตอนเด็กว่าถ้าใช้ชีวิตครอบครัวแล้วไม่สามารถมีความสุขได้ทั้ง 2 คน เมญ่าจะไม่อดทนเพื่อที่จะทำร้ายลูกในรุ่นของลูกอีกต่อไป

กลับไปรอบล่าสุดก็มีการคุยกันอย่างพอสมควร มันเกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เรายอมรับไม่ได้มาก จนถึงจุดที่ไม่รู้จะหาคำตอบจากสิ่งเหล่านี้มาได้แล้ว เรามองว่าไม่ใช่ความผิดของเราแล้ว เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำไม่ได้ว่าเขาผิด แต่ก็มองเป็นเรื่องธรรมชาติที่คนรอบตัวเราก็เป็น ซึ่งเมญ่ามองว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องปกติเพราะถือว่าเราคุยกันแล้ว

ลูกคนเดียวที่ทำให้เมญ่ามีสติเพราะถ้าไม่มีลูกคงตายไปแล้ว แต่เมื่อพอได้เห็นเขาแล้วพลังบวกตามมา ขนาดที่ทุกข์จนแบบแม่ไม่ไหวแล้วลูก แต่เราก็พยายามที่จะถอยห่างจากลูกนิดหนึ่งเพราะเรารู้ว่าตอนนั้นเราค่อนข้างลบ เราไม่อยากให้ลูกได้รับสารหรือความรู้สึกใดๆ ที่ไม่ดีไปกับลูก ก็เลยให้คุณแม่ดูเป็นหลักแต่เราก็ยังนอนให้นมลูกปกติ

และตอนนั้นเมญ่าก็เลือกที่จะตัดสินใจที่จะประกาศทางโซเชียล ด้วยการคิดตริตรองมาค่อนข้างพอสมควร และก็นิ่งพอแล้วที่จะสามารถพูดได้ เมญ่าเชื่อว่า ตัวเองค่อนข้างเคลียร์ชัดในการพูดตอนนั้น ซึ่งมีสติแล้ว

ซึ่งพี่ฉอดได้ถามถึงว่าหากตัดเหตุผลออกไป การที่เป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมีลูก มีความเสียใจมากน้อยขนาดไหน เมญ่าเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เมญ่าคิดว่าเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดในชีวิตเรียกได้ว่าเป็นจุดต่ำสุดของชีวิต แต่ปัจจุบันเมญ่าได้ขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น

เพราะทำให้เมญ่าเห็นว่าเมญ่าเอาแต่โฟกัสกับความสุขของคนอื่นมาตลอด จากพ่อแม่ที่เราอยากเป็นลูกที่ดีที่สุด พอมาอยู่กับสามีก็อยากเป็นภรรยาที่ดีที่สุดและเป็นคุณแม่ที่ดีที่สุด นั่นคือรางวัลปลอบใจ แต่สิ่งที่เมญ่าควรจะได้คือความสุขของตัวเอง

เมญ่าก็ได้เผยนาทีที่ออกมาจากบ้านว่า สามีตกใจมากและไม่คิดว่าเมญ่าจะตัดสินใจแบบนี้ เขาก็บอกว่าฉันรู้ว่าสักวัน เธอจะกลับมาหาฉัน ซึ่งเมญ่าบอกว่า ตัวเองก็ยังไม่มั่นใจปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตดีกว่า ตอนนี้ขอโฟกัสกับปัจจุบันที่อยู่แล้วมีความสุข มีระยะห่างแบบที่เป็นอยู่ก็รู้สึกดีแล้ว หวังว่าในสักวันหากทุกอย่างลงตัวที่จะกลับมารักกันแบบเดิมได้และมีความสุขด้วยกันทั้งคู่ก็ค่อยดูอีกทีแล้วกัน

ดีเจอั๋นได้ถามถึงสถานะตอนนี้ว่าเป็นเพียงแค่ลดสถานะ หรือเรียกว่าแยกกันอยู่แต่ยังไม่ได้หย่ากัน ซึ่งเมญ่าก็บอกว่า ตัวเองเคยคิดที่อยากจะหย่า แต่ตอนนี้ไม่แล้ว มีสติมากขึ้น เพียงแต่หวังว่าอยากให้เขาคิดได้ว่า สิ่งที่เขาทำมันมีผลกระทบกับครอบครัวขนาดไหน ซึ่งเขาน่าจะเริ่มมีสติบ้างแล้ว ซึ่งเมญ่าก็ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว

ตอนนี้เมญ่าได้ชีวิตกลับมาเป็นของตัวเอง จากที่เคยเป็นคนตัดสินใจอะไรเองไม่ได้เลยในชีวิต ตอนเด็กแม่เลือกให้ตลอด พอมามีสามีก็เธอช่วยฉันหน่อยได้ไหม ช่วยตัดสินใจแทนหน่อยแบบนี้ มันเลยเป็นความเคยชินที่ให้คนอื่นมาตัดสินให้แทนตลอด จนมาครั้งนี้ที่เมญ่าปลดล็อกตัวเองออกมา และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองตัดสินใจถูกแล้วที่กลับมารักตัวเอง กลับมาเห็นคุณค่าตัวเอง เมญ่าเชื่อว่าจะสามารถดูแลลูกได้ดีก็ต่อเมื่อตัวเองก็มีความสุขด้วยและแบ่งความสุขนั้นไปต่อลูกได้

และพี่อ้อยได้ก็ถามถึงผู้หญิงในทัศนคติของเมญ่า เมญ่าบอกว่าคือคนที่พร้อมที่จะเสียสละเพื่อลูก เพื่อครอบครัว และผู้หญิงที่จะมีความสุขได้คือผู้หญิงที่ให้เกียรติตัวเอง คนรอบข้าง และนับถือตัวเอง

เมื่อถามว่าอยากบอกความรู้สึกอะไรกับลูกในอนาคตไหม เมญ่าบอกว่า พูดตรงๆ เลยว่าแม่จะผ่านทุกอย่างมาไม่ได้เลยอย่างมีสติถ้าไม่มีเขา ไม่มีพลังรอยยิ้ม พลังบวกจากเขา และก็รู้สึกขอบคุณเขาที่เขาเกิดมาเป็นลูกเรา เลยทำให้เราสามารถมีความสุขได้.

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด