พ.ร.ก.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2519 พ.ศ.2563 ได้กำหนดวงเงินสำหรับการฟื้นฟูไว้ 400,000 ล้านบาท โดยมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานหลักในการกรั่นกรองโครงการ

สำหรับโครงการที่แต่ละหน่วยงานเสนอมาที่ สศช.ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.2563 ถึงปัจจุบันมี 46,411 โครงการ วงเงิน 1.44 ล้านล้านบาท

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี วานนี้ (8 ก.ค.) เห็นชอบในหลักการข้อเสนอโครงการและแผนงานที่ขอใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ในส่วนของการฟื้นฟู ซึ่งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) พิจารณาเสนอ ครม.อนุมัติในรอบแรก 186 โครงการ วงเงิน 92,400 ล้านบาท ซึ่ง สศช.จะทยอยเสนอ ครม.อนุมัติงบประมาณอีกครั้ง

ทั้งนี้ แบ่งเป็น 3 แผนงาน ได้แก่ แผนงานสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 111 โครงการวงเงิน 51,328 ล้านบาท แผนงานสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน 83 โครงการ วงเงิน 20,340 ล้านบาท และโครงการแผนงานกระตุ้นการอุปโภค บริโภค และกระตุ้นการท่องเที่ยว 2 โครงการ วงเงิน 22,400 ล้านบาท

159422609368

อนุมัติงบรอบแรก1.5หมื่นล้าน

รวมทั้ง ครม.อนุมัติวงเงินงบประมาณรอบแรก 5 โครงการ ที่มีการเสนอเข้ามาซึ่งเน้นเรื่องการจ้างงาน สร้างอาชีพ และให้ความรู้ประชาชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก วงเงินรวม 15,520.096 ล้านบาท ได้แก่ 

1.โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่ม เกษตรทฤษฎีใหม่ เสนอโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 9.8 พันล้านบาท โดยจะฝึกอบรมเกษตรกรเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร มีเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร 44,099 รายเพิ่มการจ้างงานเกษตรกร 8,018 ราย

2.โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ “โคก หนอง นา โมเดล” เสนอโดยกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย วงเงิน 4.78 พันล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และประชาชน 25,179 ครัวเรือน/เพิ่มการจ้างงานเกษตรกร 6,492 ราย เพิ่มพื้นที่ปลูกป่าไม่น้อยกว่า 25,759 ไร่

3.โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ย เพื่อชุมชน เสนอโดยกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 169.88 ล้านบาท โดยจะเพิ่มการจ้างงานในธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ประมาณ 2,364 คน/ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชเศรษฐกิจต่างๆไม่น้อยกว่า 20% หรือประมาณ 18,000 ตัน โดยสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกประมาณ 253 ล้านบาท

4.โครงการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับ นักท่องเที่ยว (Safety zone) เสนอโดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วงเงิน 15 ล้านบาท โดยสร้างพื้นที่ท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว 5 พื้นที่ ได้แก่ย่านเมืองเก่าน่าน หาดบางแสน จ.ชลบุรี เอเชียทีค ชุมชนบ้านไร่ กองขิง เชียงใหม่ และเยาวราช โดยมีเป้าหมายสร้างต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยว และกระจายรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

5.โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ด้านสัตว์ป่า เสนอโดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม วงเงินรวม 741.5 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและยกระดับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของอุทยานแห่งชาติ ช่วยจ้างงานในพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า 1250 คนโดยพัฒนาให้เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นสร้างผู้ประกอบการก่อสร้างในท้องถิ่นจำนวน 125 ราย

นายกฯสั่งทยอยเสนอ ครม.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ว่าการอนุมัติงบประมาณในส่วนของโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด โดยได้ให้นโยบายไปแล้วว่าให้ทยอยอนุมัติโครงการ โดยแต่ละครั้งที่มีการเสนอเข้ามาก็ไม่ให้เกิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งต้องดูความเหมาะสมของโครงการตามที่คณะกรรมการฯ เสนอเข้ามา 

ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์โดยตรงโดยอ้อมอย่างไร และการลงทุนในอนาคตต้องไปด้วยกันทั้งหมด เป็นการสร้างโอกาสให้กับประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายได้เข้าถึง การบริการของภาครัฐ นั่นคือโอกาสความเท่าเทียมและเรื่องความเป็นธรรม ดูแลผู้มีรายได้น้อย อย่างไรก็ตามต้องไม่ให้เป็นภาระงบประมาณระยะยาว

สำหรับงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขก็ยังคงมีเหลืออยู่ ไม่อยากให้ทุกคนต้องกังวล รัฐบาลได้เตรียมการไว้แล้ว หากไม่มีการแพร่ระบาดระรอก 2 ก็สามารถใช้ในแผนงานอื่นได้ ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวก็ขอให้ช่วยกันใช้จ่ายบ้างสำหรับผู้ที่มีเงิน ส่วนผู้ที่ไม่มีเงินขอให้เก็บหอมรอมริบวันนี้ขอฝากให้ประชาชนผู้ที่มีสตางค์ช่วยกันใช้จ่ายบ้าง

“ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายคนคงมีโอกาสได้ไปพักผ่อนผมเองไม่ได้ไปไหนอยู่ในกรุงเทพฯ และติดตามงานทุกวัน อะไรบ้างสิ่งที่จะเป็นปัญหาอุปสรรคก็ต้องมาคิดเพื่อจะมาถ่ายทอดในวันนี้ให้ ครม.ทราบว่าเราคิดตรงกันหรือไม่" 

รวมทั้งปัจจุบันเราต้องเดินหน้าไปด้วยกันไม่ว่าจะเป็นในภาคของรัฐบาล ข้าราชการ ธุรกิจเอกชน สมาคมผู้ประกอบการทั้งหลาย ต้องทำงานร่วมกันหาแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด เพราะเราทราบดีว่างบประมาณมีแค่ไหนอย่างไรต้องเตรียมแผนงานตรงนี้ไว้เพื่อรองรับสถานการณ์หากมีการแพร่ระบาด ซึ่งวันนี้งบเยียวยายังคงมีเหลืออยู่เพื่อรองรับสถานการณ์ตรงนี้

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด