เทนเซ็นต์ปรับกลยุทธ์ รุกธุรกิจคลาวด์ ท้าชิงอาลีบาบา

สถานการณ์โควิด-19 กลายเป็นตัวสร้างรายได้และสร้างธุรกิจใหม่ให้กับบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์สัญชาติจีนใ นับตั้งแต่บริษัทต่างหันมาทำงานผ่านระบบออนไลน์ และภาครัฐหันมาพัฒนาแอพลิเคชั่นและระบบควบคุมการระบาดของโรคและจัดการกับการจำกัดเงื่อนไขทางสังคม จึงนับเป็นโอกาสดีสำหรับ เทนเซ็นต์ โฮลดิงส์ ที่จะเร่งก้าวให้ทันคู่แข่งรายสำคัญอย่างอาลีบาบา

เทนเซ็นต์เริ่มเล่นเกมรุกหลังจากมีการตั้งเป้าวางตำแหน่งทางการตลาดของธุรกิจคลาวด์ว่าจะเติบโตขึ้นตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน ปี 2018 ในปีนี้เทนเซ็นต์จ้างพนักงานเพิ่มขึ้นกว่า 3,000 ตำแหน่งเพื่อดูแลระบบคลาวด์ และเพิ่มคลาวด์เซิฟเวอร์อีก 100,000 จุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานคลื่นความถี่ในการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้นในช่วงล็อคดาวน์

บริษัทได้ขยายขอบข่ายการใช้ระบบคลาวด์ซึ่งบริษัทเป็นผู้ออกแบบเอง โดยมุ่งมั่นจะเร่งสร้างศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลในเมืองอู่ฮั่นเพื่อดูแลระบบคลาวด์และโครงการสมาร์ทซิตี้ทางตอนกลางของประเทศจีน และร่วมมือกับรัฐบาลกลางในโครงการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 ให้ใช้บริการระบบคลาวด์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

เทนเซ็นต์ ซึ่งเป็นบริษัทโซเชียลมีเดียและเกมยักษ์ใหญ่ได้ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่าจะลงทุนในเทคโลยีประมวลผลผ่านระบบคลาวด์มูลค่า 5 แสนล้านหยวน (7 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเวลาห้าปีข้างหน้า หลังจากที่อาลีบาบาเพิ่งประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้าว่าจะลงทุนในระบบคลาวด์มูลค่า 2 แสนหลานหยวนในเวลาสามปีข้างหน้า

ธุรกิจและระบบการศึกษาออนไลน์ในปัจจุบันได้หันมาสนใจใช้ระบบคลาวด์มากยิ่งขึ้น ข้อมูลจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี โครงสร้างการบริการระบบคลาวด์ในตลาดประเทศจีนมีการเจริญเติบโตขึ้นถึง 67% จากปีก่อน คิดเป็นมูลค่าถึง 3.9 พันล้านดอลลาร์

อาลีบาบาครองส่วนแบ่งการตลาด 44.5% ส่วนเทนเซ็นต์และหัวเว่ยมีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจคลาวด์ 14% เท่ากัน แม้ว่าเทนเซ็นต์จะเริ่มเข้าสู่ธุรกิจระบบคลาวด์ช้ากว่าอาลีบาบาราวสี่ปี แต่นักวิเคราะห์มองว่าเทนเซ็นต์มีศักยภาพในการลงทุนและมีความหวังที่จะเทียบเท่ากับอาลีบาบาหรือกลายเป็นที่หนี่งในธุรกิจคลาวด์ได้

จากเดิมเทนเซ็นต์มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจผู้ประกอบการกับผู้บริโภค (B2C) ต่างจากอาลีบาบาซึ่งสามารถเข้าถึงธุรกิจผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ (B2B) ได้เป็นอย่างดี เทนเซ็นต์จึงจำเป็นต้องรุกหนักเพื่อแข่งขันกับอาลีบาบา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเทนเซ็นต์สามารถบรรลุข้อตกลงสัญญากับภาครัฐ แม้จะเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่มีมูลค่าไม่มากนัก แต่การเริ่มต้นดังกล่าวก็สามารถช่วยดึงดูดลูกค้าภาคเอกชนได้ไม่น้อย

ข้อมูลการจัดซื้อของภาครัฐระบุว่าระหว่างปี 2016-2017 อาลีบาบาได้ทำสัญญากับภาครัฐ องค์กรรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาจำนวน 28 สัญญา ในขณะที่เทนเซ็นต์ทำสัญญากับภาครัฐเพียงเจ็ดสัญญา ในปี 2018 ทั้งสองบริษัททำสัญญา B2B รายละ 28 ฉบับ ก่อนที่อาลีบาบาจะกลับมาแซงหน้าเทนเซ็นต์อีกครั้งด้วยจำนวนสัญญา 49 ฉบับ ต่อ 46 ฉบับเมื่อปีที่ผ่านมา

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด