ไม่ไปบ้างล่ะ แก๊สหมดบ้างล่ะ ติดส่งรถอีก…ประสบการณ์แย่ ๆ ที่เราเชื่อว่าทุกคนเคยเจอจากการโบกแท็กซี่อาจจะทำให้อารมณ์ดี ๆ ในวันนั้นผันกลายเป็นอารมณ์บูดไปได้

เอาเป็นว่าลืมเรื่องร้าย ๆ พวกนั้นไปก่อน เพราะ “ดีกับใจ” ประจำสัปดาห์นี้ เราอยากนำเอาเรื่องน่ารัก ๆ ของเหล่าคนขับแท็กซี่ที่ได้ฟังจากคนรอบตัวมาแชร์ให้กับทุกคนได้อ่านกัน บางเรื่องก็ทำให้เราอมยิ้มได้ และบางเรื่องถึงจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยมาก ๆ แต่ก็ทำให้เรารู้สึกว่าในบ้านเราและบนโลกนี้ยังมี ‘พี่แท็กซี่’ ดี ๆ แบบนี้อยู่

ของหายย่อมได้คืน

อาจจะเคยเห็นในข่าวว่ามีคนขับแท็กซี่ที่คอยพยายามจะขโมยของบ้าง โกงมิเตอร์บ้าง แต่ในเรื่องเล่าจากรุ่นพี่คนสนิทของผู้เขียน ก็ทำให้เราได้รับรู้ว่าแท็กซี่ที่ซื่อสัตย์ก็ยังมีอยู่อีกเยอะ

“เราเคยลืมมือถือทิ้งไว้ในแท็กซี่สมัยสิบปีก่อน เป็นช่วงที่สมาร์ทโฟนยังไม่แพร่หลาย และมือถือพี่ก็ดันเป็นสมาร์ทโฟน ล็อคหน้าจอเอาไว้ด้วย ตอนแรกกังวลมากเพราะโทรไปก็ไม่มีใครรับสายเลย กลัวจะหล่นตรงที่ไม่มีคนเห็น ตอนนั้นก็คิดแล้วว่าคงหายไปจริง ๆ และตอนที่รู้ตัวก็คือพี่แท็กซี่แกก็ออกรถไปไกลแล้ว ปรากฏว่าสักพักใหญ่ ๆ พี่แกก็วนรถกลับมาเพื่อเอามือถือเรามาคืน ที่แกไม่รับสายเพราะใช้โทรศัพท์แบบใหม่ไม่เป็น ไม่รู้จะต้องกดตรงไหน เราเลยเอาเงิน 2,000 บาทยื่นให้แกเป็นค่าน้ำใจ แต่พูดเท่าไรแกก็ไม่ยอมรับจนเราต้องยัดเงินใส่มือแก เป็นประสบการณ์การนั่งแท็กซี่ที่จะไม่ลืมจริง ๆ”

อีกเรื่องที่รุ่นน้องที่เป็นช่างภาพเล่าให้ฟังก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน “เบนเคยทำกล้องหายเมื่อปีที่แล้ว เป็นกล้องที่ต้องใช้ไปถ่ายงานแล้วลืมไว้บนแท็กซี่ที่นั่งจากบ้านไปท่ารถ รู้ตัวอีกทีคือตัวเราไปถึงอุทัยธานีแล้ว ตอนนั้นคือไม่มีเบอร์ ไม่มีเลขทะเบียน ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับแท็กซี่คันนั้น แต่ที่เดือดร้อนกว่าคือเราไม่มีอุปกรณ์ในการทำงานเลย คือเครียดมากกก โทรไปหาศูนย์แท็กซี่ทุกศูนย์ เขาก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะเราไม่มีข้อมูลใด ๆ

ความโชคดีคือ ประมาณห้าโมงเย็นของวันนั้น เราก็ได้รับสายโทรศัพท์จากลูกชายของลุงแก เขาโทรมาบอกว่าเก็บกล้องไว้ได้แต่ลุงแจ้งความไม่เป็น ไม่รู้จะติดต่อใคร เผอิญเจอบัตรชิงโชคลุ้นกล้องที่เราลืมไว้ในกระเป๋า มีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรของเบนอยู่ครบ เขาเลยหาเราเจอ

สุดท้ายได้คืนฮะ แกขับรถเอามาให้คืนนั้นเลย เราก็ให้เงินแกไป 1,000 บาทค่าน้ำใจ แกบอกว่าแกเห็นพอดีเลยเก็บไว้ให้ กลัวผู้โดยสารคนอื่นจะเอาไป รู้สึกว่าเราโคตรโชคดี”

ห่วงใยเหมือนคนในครอบครัว 

อีกเรื่องที่ผู้เขียนชอบมากจากที่เคยได้ยินมาคือเรื่องพี่แท็กซี่ที่เพื่อนสาวคนสนิทเคยโดยสาร เธอเล่าให้เราฟังว่า “รถของเราโดนล็อกล้อที่เอกมัย ตอนนั้นเราเครียดมากจะร้องไห้เลยเพราะเราอยู่คนเดียว ไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ และไม่รู้ต้องทำยังไง โชคดีว่ามีพี่แท็กซี่ขับผ่านมา เราก็เลยโบกให้เขาพาไปส่งที่สถานีตำรวจใกล้ ๆ

พอไปถึงแกก็ถามว่าให้รอไหม ตอนนั้นคือน้ำตาเราจะไหลเลย พอออกจากสถานีตำรวจ พี่เขาก็จอดรออยู่แล้วขับกลับมาส่งเราที่รถเหมือนเดิมโดยที่ไม่ได้คิดเงินเพิ่มซะด้วยซ้ำ เขารอจนเราขึ้นรถแล้วค่อยขับออกไป เรารู้สึกเลยว่าเขาเป็นห่วงเราเสมือนคนในครอบครัว เล่าตอนนี้ก็ยังคงซึ้งใจไม่หาย”

พี่แท็กซี่ช่วยจีบหนุ่ม

วันนั้นเราก็ออกไปกินข้าวสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ขากลับก็มีรุ่นพี่อาสาว่าจะนั่งแท็กซี่ไปส่งบ้าน ซึ่งระยะทางคือต้องวนจากแถวอนุสาวรีย์กลับมาแถวบ้านเราแถวพระราม 3 และไปจบปลายทางที่ลาดกระบัง เราก็มึน ๆ อยู่นิดหน่อยเพราะเพิ่งดื่มมาก็เลยบอกพี่แท็กซี่ไปเล่น ๆ ว่า เนี่ย หนูชอบพี่เค้า (รุ่นพี่ของเรา) มากเลย แต่พี่เค้าไม่สนใจหนูเลยอะ พี่แท็กซี่ก็มองผ่านกระจกมองหลังมาแล้วก็พูดเป็นภาษาอีสานว่า “โอ๊ยยย ถ้าพี่เขาไม่สนใจเจ้า เขาไม่นั่งรถมาส่งเจ้าหรอก” พูดต่อหน้าแบบแซวให้เต็มที่เลย เสร็จแล้วก็หันไปถามรุ่นพี่เราแกมหยอก ๆ ว่า “แล้วเราไม่คิดจะชอบน้องเค้าหน่อยหรอ มาซะขนาดนี้ละ” (หัวเราะ) ให้พี่แท็กซี่ไปเลยจ้า 10 10 10”

แบ่งปันเรื่องราวดี ๆ กับเรา ส่งเรื่องของคุณเข้ามาได้ที่เฟซบุคเพจ LINE TODAY Thailand หรืออีเมล nisara.s@linecorp.com เรื่องที่โดนใจทีมงาน LINE TODAY จะได้รับการนำเสนอในครั้งต่อ ๆ ไป และติดตามคอลัมน์ "ดีกับใจ" ได้ทุกวันพุธ ที่นี่ที่เดียว!

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด