แม้ว่าชื่อของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน จะคุ้นเคยกันในสนามการเมือง กับบทบาทอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2 สมัย แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม นับตั้งแต่ปี 2526 หลังจากจบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้ โดยมีแบรนด์พิซซ่าฮัทเป็นตัวปูทาง รวมถึงยังได้ร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อาทิ เป๊ปซี่–โคล่า อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ และฟริโต–เลย์ ไทยแลนด์ เป็นต้น

      หลังจากที่ได้ร่วมงานกับองค์กรขนาดใหญ่บวกกับประสบการณ์จากการเมือง ทำให้ตกผลึกนำมาสู่การปั้นบริษัทของตัวเองอย่าง "บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด" อภิรักษ์ เล่าให้ฟังว่า “เราเป็นคนทำงานสายธุรกิจมาก่อน พอมาลงการเมืองก็ช่วยสร้างประสบการณ์ได้มากส่วนหนึ่ง การตั้งบริษัท วีฟู้ดส์ จะไม่มองเรื่องกำไรขาดทุน แน่นอนว่าต้องสร้างให้ธุรกิจมีการเติบโต แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยภาคเกษตรที่เป็นเซ็กเตอร์ใหญ่ของประเทศไทย และนำเสนอสินค้าที่มีประโยชน์กับผู้บริโภค ตอบโจทย์ทันยุคสมัยได้ตรงตามความต้องการมากที่สุด”

      สำหรับในตอนนี้ อภิรักษ์ ในฐานะหัวเรือใหญ่บริษัท วี ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทเองต้องปรับตัวด้วยเช่นเดียวกัน แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วเราได้เริ่มบริการเดลิเวอรีมาพักใหญ่แล้ว แต่มาโฟกัสมากขึ้นในช่วงเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 บริษัทได้เปิดตัวไลน์ออฟฟิเชียล “วีฟาร์ม” ซึ่งจะมีสินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภคช่วงที่ผ่านมา จากเดิมที่บริษัทจำจำหน่ายข้าวโพดหวานพร้อมทานแบบฝัก V Corn, ข้าวโพดหวานคลุกเนย V Corn แบบถ้วย และน้ำนมข้าวโพด V Corn ก็ได้มีการหาสินค้าเข้ามาเสริมภายใต้แบรนด์ V Farm มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การอยู่บ้าน โดยได้พัฒนาสินค้าเป็นชุดต่างๆ อาทิ สเตย์โฮม, เวิร์กฟอร์มโฮม และอาหารสร้างภูมิคุ้มกัน

      ขณะเดียวกันยังมองเห็นว่าเทรนด์เรื่องสุขภาพยังคงมาแรง จึงได้ร่วมมือกับสตาร์ทอัพอย่าง “มอร์ มีต” ซึ่งเป็นฟู้ดเทคคนรุ่นใหม่ที่ได้นำเทคโนโลยีอาหาร (Food Tech) มาพัฒนาโปรตีนจากพืชที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยที่รักสุขภาพ เพื่อมาครีเอตจำหน่ายในช่องทางวีฟาร์มเดลิเวอรีของบริษัท ทั้งในรูปแบบการจำหน่ายเป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหาร และในรูปแบบอาหารสำเร็จรูป

      อภิรักษ์ย้ำว่า เรามองว่าธุรกิจมีโอกาสโตอีกเยอะ สมัยก่อนธุรกิจร้านอาหารอาจจะมีเดลิเวอรีไม่น่าเกิน 10% แต่หลังจากมีนิวนอร์มอลเกิดขึ้น ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีกว่าเดิม หลังจากนี้ผู้ประกอบการอาจจะต้องปรับใหม่ ทำให้สัดส่วนเปลี่ยนไป บางบริษัทจะปิดหน้าร้านแล้วหันทำเดลิเวอรีอย่างเดียว บริษัทเองนอกจากเปิดเปิดตัวไลน์ออฟฟิเชียล “วีฟาร์ม” แล้ว ยังได้ร่วมมือกับ Get เพื่อขยายไปในรูปแบบ Virtual Store อีกด้วย

      หากถามถึงสไตล์การทำงานของอภิรักษ์ เขาเล่าต่ออีกว่า “ส่วนตัวผมเป็นคนที่สนใจเทรนด์ความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคสมัยใหม่ การที่จะตัดสินใจเลือกทำธุรกิจก็นำเทรนด์มาเป็นวิธีคิดเพื่อตัดสินใจ ต้องมองแนวโน้มของผู้บริโภคเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็เป็นคนที่มีเป้าหมายการทำงานชัดเจน รวมถึงอยากเห็นการทำงานที่เป็นทีม แน่นอนว่าเราเป็นผู้นำขององค์กร แต่เราก็ต้องมีทีมที่พาองค์กรสำเร็จไปด้วยกัน และสุดท้ายที่สำคัญคงเป็นเป้าหมายตั้งแต่วันเริ่มธุรกิจ ที่มองว่าเราต้องมอบสินค้าที่มีประโยชน์แก่ทั้งผู้บริโภค และยังส่งผลดีต่อแวลูเชนด้วย”

      “การทำงานที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสร่วมมือกับองค์กรค่อนข้างใหญ่ การทำงานแข่งขันสูง ตอนนี้มีการตั้งธุรกิจเองก็เป็นระยะเวลา 6 ปีแล้ว แทบจะเรียกว่าเสื่อผืนหมอนใบก็ว่าได้ในจุดเริ่มต้น เพราะต้องดีลงานและทำทุกอย่างเอง แต่ก็เป็นสิ่งที่เราทำมาก่อน ซึ่งตอนนี้เราก็ทำธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองเลย มันคือธุรกิจที่เป็นธุรกิจจริงๆ ใช้เรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยี อยากเป็นธุรกิจต้นแบบที่ดีให้กับเอสเอ็มอีได้นำโมเดลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น” อภิรักษ์ กล่าวปิดท้าย.

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด