หาว่าลูกสาวเราท้องก่อนแต่ง !!
“นนนี่ นนลนีย์” เผยน้อยใจไม่สวยเท่าแม่ “แอน สิเรียม” ชี้แจงชัดๆ ดราม่าท้องก่อนแต่ง !

ฟังไปต้องอมยิ้มไป รับรู้ถึงความรักของแม่ลูกคู่นี้จริงๆ แต่อย่างว่ายิ่งรักกันมากมักไม่ค่อยแสดงออกต่อกันเท่าไหร่ "แอน สิเรียม" จูงมือ "นนนี่" ลูกสาว เคลียร์ข่าวฉาวหาว่าท้องก่อนแต่ง ?

นักแสดงสาวดาวค้างฟ้ายิ่งอายุงานมากยิ่งทวีความเริ่ด"แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์" ควงลูกสาวอย่าง "น้องนนนี่ นนลนีย์" เปิดใจถึงประเด็นท้องก่อนแต่งหลังแต่งงานแบบสายฟ้าแลบกับเจ้าบ่าวที่อายุห่างกันถึง 17 ปี ผ่านรายการคุยแซ่บShow พร้อมเคลียร์ปมในใจตอนวัยเด็กกับการปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้อ้วนเหตุเพราะคำครหาที่ว่าไม่สวยเหมือนแม่ !
ตอนน้องเล็กๆ พี่เหนื่อยมั้ยเพราะพี่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ?
แอน : คือตอนนั้นเราก็ละครเยอะ รับหมดเลย บางทีกลับไปบ้านเราก็อยากจะพัก แต่มันก็มีหน้าที่ความรับผิดชอบก็กลายเป็นเหมือนจู้จี้ขี้บ่น เด็กคงจะรู้สึกแบบนั้น
คุณแม่ต้องทำงานหนักเลี้ยงลูกคนเดียวด้วยในทางกลับกันเรารู้สึกมั้ยว่าแม่ทำงานหนักเกินไป ?
นนนี่ : ตอนเด็กๆ เราไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนได้อยู่กับแม่ ทุกคนได้อยู่กับพ่อ บางที่เราได้เจอแค่ตอนเช้าตอนเย็นก็ไม่ได้เจอแล้ว ไม่ได้มารับที่โรงเรียน

พี่แอนรู้มั้ยว่าตอนเด็กเค้ารู้สึกแบบนี้ ?
แอน : ก็เพิ่งรู้วันนี้แหละค่ะ
นนนี่ : แต่โตมาก็เข้าใจแล้ว รู้สึกโชคดี
ช่วงหนึ่งชีวิตในวัยเด็กเห็นว่าไม่ชอบสื่อมวลชนเลย ไม่ชอบวงการบันเทิง เพราะแย่งความรักจากแม่ไป ?
นนนี่ : ก็ไม่ใช่แย่งความรักขนาดนั้นแต่เราแค่รู้สึกว่าทำไมทุกคนได้เจอแม่แล้วเราได้เจอแม่น้อย เหมือนอารมณ์งอนๆ มากกว่า
แล้วพี่แอนรู้มั้ยว่าสมัยก่อนลูกแอบน้อยใจสื่อ น้อยใจทุกอย่างที่สัมพันธ์กับชีวิตเรา ?
แอน : คือเรารู้สึกว่าน่าจะเป็นแบบนี้แต่เค้าก็ปากแข็ง

ทำไมไม่บอกคุณแม่ไปตรงๆ ว่าอยากให้คุณแม่อยู่ด้วย ?
นนนี่ : ก็เค้าดูมีความสุขเวลาเค้าทำงาน เราก็ได้เห็นจากในทีวี
มีช่วงนึงที่เค้าเรียนแล้วก็จู่ๆ เค้าก็ไปเรียนเมืองนอกเลยทันทีพี่แอนรู้สึกเคว้งมั้ย ?
แอน : จริงๆ เราเป็นคนเป็นคนอยากให้เค้าไปเรียนเอง เวลาเราเห็นคนได้เปิดโลกทัศน์ เห็นโลกกว้างมันเป็นยังไง เราถ่ายแต่ละครอย่างเดียวชีวิตเราอยู่แต่กับกองถ่าย เราไม่ได้เปิดโลกทัศน์เท่าไหร่
แล้วเค้าไปจริงๆ พี่แอนเหงามั้ย ?
แอน : มันก็หวิวเหมือนกันมันมีความรู้สึกว่ามีอะไรที่เราต้องห่วงแล้วพอเราไม่เห็นมันก็คนละภาพกับที่เราเห็น
นนนี่ตอนนั้นไปเมืองนอก ไปกี่ขวบ แล้วไปที่ไหน ?
นนนี่ : เคยไปอยู่นิวซีแลนด์ประมาณ 13-14 แล้วไม่ชอบ เลยเปลี่ยนไปอยู่อังกฤษ

แสดงว่าวันนึงแม่เดินมาบอกนนนี่ว่า “นนนี่ไปเรียนเมืองนอกเถอะ” ?
นนนี่ : ก็คือคุยกันดีๆ แบบว่าเดินเข้ามาปรีกษากันมากกว่าว่าอยากไปเรียนเมืองนอกมั้ย
แล้วเราบอกว่า ?
นนนี่ : ยังไงก็ได้
แล้วไม่คิดถึงแม่หรอ ?
นนนี่ : ก็เหมือนอารมณ์งอน เพราะอยู่บ้านก็ไม่ได้เจอกันอยู่แล้ว
พอไปแล้วคิดถึงคุณแม่มั้ย ?
นนนี่ : ก็คิดถึง แต่ไม่โทรหานะ งอน เมื่อไหร่แม่จะโทรหา
แอน : ช่วงว่างเวลาคนละเวลา
นนนี่ : พอเราไปเรียนก็จะเป็นรูทีนแล้ว ตื่น กินข้าว ไปเรียน เลิกเรียน ที่เมืองไทยก็ตีสามแล้ว ก็เลยไม่ค่อยได้คุย

แล้วตอนย้ายไปอยู่อังกฤษเป็นยังไง ?
แอน : อังกฤษมันชิลล์กว่าเพราะพี่สาว น้องสาวก็อยู่นั่นคือถ้ามีเรื่องอะไรก็ติดต่อได้หมด
นนนี่ : ตอนไปอยู่เป็นโรงเรียนประจำ ทุกคนจะโดนรูทีนเหมือนกันหมด ตื่นเวลานี้ กินข้าวเวลานี้ ทำเหมือนกันหมดก็เลยรับได้มากกว่า
ช่วงที่ไปอยู่นิวซีแลนด์ที่อยากกลับเพราะไม่มีคนคอยทำอะไรให้หรือเปล่า พี่เลี้ยงก็ไม่มี ?
นนนี่ : นิวซีแลนด์ไม่เท่าไหร่เพราะบางทรีโฮสต์เค้าจะเป็นคนคอยจัดการซักผ้าให้เรา ทำความสะอาดบ้านให้ ตอนอยู่อังกฤษต้องเริ่มทำอะไรเอง จะเหมือนฝึกระเบียบเพราะเป็นโรงเรียนประจำ ช่วงเหลือตัวเองทั้งหมดประมาณ 70-80 %
ตอนนั้นคือมีปัญหาไม่อยากอยู่แล้ว ?
นนนี่ : ก็มีงอแงบ้างเพราะอยู่เมืองไทยเรามีพี่เลี้ยงตลอด

พี่แอนคิดว่าเราเลี้ยงลูกสปอยล์มั้ย ?
แอน : ของพี่พี่ไม่รู้ แต่แม่พี่ก็เลี้ยงพี่แบบนี้ เค้าก็ฝึกก็ตี แต่สิ่งหนึ่งที่พี่ไม่เคยทำกับเค้าก็คือการตีก็จะใช้วิธีการพูดการอธิบายก็เลยดูเป็นจู้จี้ขี้บ่น แต่ตอนเด็กๆ แอนโดนตีฟาดกระหน่ำ
ไปอยู่ที่อังกฤษเค้าจ่ายค่าเทอมให้แต่การใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆ เห็นบอกว่าต้องทำงานด้วย ?
นนนี่ : ช่วงเรียนปริญญาก็จะมีเวลาที่สามารถออกไปทำงานข้างนอกได้ตามชั่วโมงของเค้า ก็ไปทำงานเสิร์ฟ รีเซฟชั่น ถ้าช่วงเปิดเทอมก็จะทำ 4 วัน ถ้าปิดเทอมก็จะทำเต็ม 5 วัน 5 คืน
ช่วงหลังๆ พี่ก็ไปใช้ชีวิตที่อังกฤษบ่อย ?
แอน : ใช่ พี่อยู่คนละโซนกับเค้า พี่อยู่เชลซี

ทำไมไม่อยู่ด้วยกัน ?
นนนี่ : เค้าไม่ให้หนูอยู่ด้วยไง เค้าบอกว่าโตแล้วไปอยู่เองไป จริงๆ แล้วไม่หรอกเพราะบางทีเรากลับบ้านเค้าหลับแล้ว ระบบน้ำอะไรก็เสียงดัง ประตูก็เสียงดัง
แล้วเราอยากอยู่กับแม่มั้ย ?
นนนี่ : ไม่อยากค่ะ โตแล้วไม่อยากอยู่กับแม่
เห็นว่าคุณแม่รู้ข่าวเรื่องการขอแต่งงานผ่านไอจี ?
นนนี่ : ใช่ คือตอนเค้าขอเราแต่งงานเราก็คงไม่ได้โทรบอกแม่ว่าเค้าขอแต่งงาน เราก็โพสต์รูปไปแล้วก็หลับ นางก็มีมิสคอลประมาณ 30 สาย

ประโยคแรกที่ลูกรับโทรศัพท์คุยอะไรกับลูก ?
แอน : ตามนั้นเลยหรอ คุยกับลูกไม่ได้คุยเป็นภาษาแม่มาก
นนนี่ : อืม ตามนั้นแหละ
แอน : พอเค้ามาบอกว่าจะแต่งงาน ถ้าจะแต่งงานก็ควรที่จะบอกทุกคนนะ เราก็มีบทเรียนว่าจะทำอะไรก็ต้องบอกแจ้งให้ถูกต้อง ถ้าเราส่วนตัวมากๆ ก็อาจจะทำให้คนสงสัย ก็คิดไปต่างๆ
ระยะเวลาปุ๊บปั๊บแล้วประกาศแต่งเลย ?
แอน : ใช่ คนก็จะหาว่าลูกท้องหรอ
นนนี่ : อันนี้คือเศร้ามากเลยนะ คืออยากจะบอกทุกคนว่าเราไม่ได้ท้องนะแต่เราอ้วน พูดอะไรก็ไม่ได้เพราะเราไม่ได้เปิดโซเชียลมีเดีย

เราเตรียมงานแต่งมานานขนาดไหน ?
นนนี่ : เค้าก็เคยคุยกับเราว่าเค้าอายุมากแล้วนะ เค้าอยากแต่งงาน สำหรับเราก็ยังว่าเร็ว คุยกับแม่ก็บอกว่าเร็วไป เราก็บอกว่าแม่ก็แต่งงานตอนอายุเท่านี้ไม่ใช่หรอ
ลูกเราอายุห่างจากแฟน 17 ปี พี่แอนรู้สึกว่ามันจะเป็นปัญหาอะไรมั้ย ?
แอน : คือแอนก็มีความสมัยใหม่แต่ก็มีความหัวโบราณอยู่ด้วย แต่แอนก็พยายามทำให้ดีที่สุดทั้งสองฝ่ายก็มองว่าชีวิตต้องดำเนินต่อไป ช่องทางเดินของชีวิตมันอาจจะมีถูกบ้าง ผิดบ้าง คละเคล้ากันไป เราก็เป็นแม่ลูกกันต้องดูแลซึ่งกันและกันตลอดไป เพราะว่าความเป็นแม่ลูกก็ต้องอยู่กันไปจนวันตาย
ถ้าย้อนเวลาได้พี่อยากจะมีลูกตอนเป็นวัยรุ่นหรือตอนอายุมากแล้ว ?
แอน : แอนเป็นคนโตตั้งแต่เด็ก มีหน้าที่ความรับผิดชอบตั้งแต่เด็ก แอนจะขาดช่วงชีวิตวัยรุ่นไป แอนเรียนจบแล้วก็มีแฟนเลยเหมือนกันแล้วก็ทำงานเลย รูทีนชีวิตเป็นแบบนี้ไปเลย มันก็จะแตกต่างกัน พอมีช่วงหยุดอยู่ต่างประเทศเราได้ไปเที่ยวโน่นนี่ได้เห็นโน่นนี่มันมีอะไรน่าตื่นเต้นมากมาย

วันที่เจอหน้าคุณลูกเขยครั้งแรกที่เค้าพามาแนะนำเป็นยังไง ?
แอน : จริงๆ เค้าก็เป็นเด็กไทยที่มีมารยาท เค้าก็มากราบขอขมาเรา เค้าก็จะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ผมก็จะดูแลน้องให้เต็มที่ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในมุมมองของคุณแม่ลูกเรากับพอล(ลูกเขย) อนาคตไปด้วยกันสำเร็จมั้ย ?
แอน : เราก็ตอบไม่ได้อันนี้มันต้องอยู่ที่เค้าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จยังไงเราก็พร้อมที่จะดูแลทั้งสองฝ่าย
แล้วนนนี่อายุห่างกันมีปัญหาอะไรมั้ย ?
นนนี่ : ก็มีนะคะเป้นเรื่องปกติ เอาจริงๆ เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง เราทำตอนนี้ให้ดีที่สุด จะได้หรือไม่ได้ยังไงเป็นเรื่องของอนาคตมากกว่า

ตอนนั้นที่เรากินเยอะเพราะเราได้ยินคอมเม้นท์ว่าเราสวยไม่เท่าแม่รึเปล่า ?
นนนี่ : จริงๆ อันนี้คือเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้วจะโดนคอมเมนต์ตลอดเวลาว่าลูกไม่สวยเลย ดั้งก็ไม่มี แม่สวยกว่าตั้งเยอะมันมีการเปรียบเทียบตั้งแต่เด็กมากแล้ว โตขึ้นมาก็เฉยๆ ไม่ได้คิดว่าจะสวยเท่าแม่ก็กินไปเลยแล้วกัน อยากกินอะไรก็กิน ไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมน้ำหนัก
แอน : บางทีมันก็เฮิร์ตจิตใจเราที่ได้ยิน คนที่พูดส่วนมากก็เป็นผู้ใหญ่ “ทำไมลูกสาวไม่สวยเหมือนแม่เลย”
เรากดดันมั้ย ?
นนนี่ : เราไม่กดดันเราโกรธ เราโกรธว่าทำไมเราไม่ได้จมูกแบบนี้บ้าง แต่ไม่กดดันอะไรเลย
ตอนนี้แต่งงานแล้วจะมีลูกมั้ย ?
นนนี่ : หนูยังไม่อยากมีตอนนี้ จริงๆ เราตั้งใจทำงานเก็บเงินแล้วไปเที่ยว
หลังจากโควิดจะกลับไปใช้ชีวิตที่อังกฤษมั้ยหรือมาอยู่เมืองไทย ?
นนนี่ : แล้วแต่แม่ เพราะเอาจริงๆ ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าสถานการณ์จะเป็นยังไงต่อ พอเราได้กลับมาอยู่ยาวมาใช้ชีวิตอยู่กับแม่กับยายกลายเป็นว่าเราก็ชอบนะ

แม่อยากให้ลูกสาวกลับมาอยู่เมืองไทยมั้ย ?
แอน : อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าบ้านเรา ประเทศไทยนี่คือที่สุดของความสุขแล้ว อยู่เมืองนอกตื่นเต้นแต่ความสุขก็ไม่เหมือนประเทศไทย
ทำไมน้องนนนี่เป็นคนที่พิเศษและวิเศษที่สุดในโลกนี้ ?
แอน : เราก็มีลูกคนเดียวจะอะไรก็แล้วแต่ลูกเราเราก็รักที่สุดมันเป็นเหมือนแก้วตาดวงใจ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา คุณแม่ทุกคนก็ต้องรักลูก หวงด้วย ห่วงด้วย แม่ทุกคนก็เป็นเหมือนกัน แต่แอนก็จะเคารพการตัดสินใจทุกสิ่งทุกอย่าง
รักเค้ามากขนาดไหน ?
แอน : รักที่สุดมีอยู่คนเดียว
นนนี่ล่ะเห็นบอกว่าปากแข็ง ?
นนนี่ : เราก็ปากแข็งแต่ทุกคนก็รู้ว่าเราก็รักแม่มาก อยากให้แม่มีความสุข อยากให้เค้าสบาย
บอกความในใจกับแม่หน่อย ?
นนนี่ : หนูรักแม่ที่สุดในโลก หนูจะเป็นเด็กดีของแม่ตลอดไป อยากจะให้แม่มีความสุขมากๆ อะไรที่ทำให้แม่ไม่สบายใจแล้วก็เคยทำร้ายจิตใจแม่ หนูขอโทษค่ะ

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด