หั่นกำไรหุ้นธนาคารเหลือ 1.2 แสนล้าน ทรุดหนัก 45% เซ่นพิษโควิด

‘บลจ.บัวหลวง’ เผยคาดการณ์กำไรหุ้นธนาคารปี 2563 เหลือเพียง 1.2 แสนล้านบาท หดตัวลงถึง 45% จากผลกระทบโควิด-19 ดันตัวเลขตั้งสำรองสูง-หนี้เสียพุ่ง-แบงก์ชาติสั่งอุ้มลูกหนี้ ‘บล.ยูบีเอส’ ประเมินครึ่งปีหลังกำไรแบงก์ฟื้นยาก แนะสบช่องราคาหุ้นดิ่งถือลงทุนยาว

นายเจฟ สุธีโสภณ ผู้จัดการกองทุน และ นักวิเคราะห์กลุ่มธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บัวหลวง จำกัด เปิดเผยว่า บลจ.บัวหลวงคาดการณ์กำไรสุทธิของหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปี 2563 อยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท หดตัว 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) จากปัจจัยการตั้งสำรองที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 50% และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 5% ขณะที่อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) คาดว่าจะอยู่ที่ 5.4%

ทั้งนี้ จากมาตรการพักชำระหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าจะกดดันรายได้ของธนาคารต่อเนื่องไปยังปี 2564 ล่าสุด มูลค่าการพักชำระหนี้ทั้งระบบอยู่ที่ 6.8 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 37% ของสินเชื่อทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนในกลุ่มธนาคารยังเหมาะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว 2-3 ปี เนื่องจากราคาหุ้นปรับลดลงมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำมาก อีกทั้งในระยะข้างหน้าตลาดหุ้นยังได้รับปัจจัยหนุนจากสภาพคล่องส่วนเกินที่อัดฉีดเข้ามาทั่วโลก และความน่าสนใจของการลงทุนในตราสารหนี้ที่ลดน้อยลงจากผลตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาในตลาดหุ้นไทย

นายวรวัฒน์ สายสุพัฒน์ผล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังที่เหลือกลุ่มธนาคารมีเซนติเมนต์ที่ดีขึ้นจากปัจจัยภาครัฐควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม สภาพความเป็นจริงคาดว่ากำไรกลุ่มธนาคารจะไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็วๆ นี้ เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่หนี้บางส่วนจะไหลตกชั้นเป็น NPL

“โดยคาดการณ์แล้วกำไรครึ่งหลังน่าจะแย่กว่าครึ่งแรก ทั้งจากการตั้งสำรองไว้สำหรับรับมือหนี้เสียที่สูง และความสามารถในการทำกำไรที่ต่ำลงเพราะต้องช่วยเหลือลูกหนี้ ดังนั้น ถ้าวัดจากความรู้สึกคนอาจมองว่าไม่น่าลงทุน แต่จากสถิติที่ผ่านมาหุ้นแบงก์มักปรับขึ้นก่อนเศรษฐกิจจะฟื้นตัว ซึ่งราคาตอนนี้ถือเป็นโอกาสสำหรับคนที่จะลงทุนยาว” นายวรวัฒน์ กล่าว

ด้าน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) รายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (เดือน ก.ย.) ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุนน้อยที่สุด โดยชี้ว่าปัจจัยเสี่ยงจากตัวเลขการว่างงานของไทยที่ระดับ 7-8 ล้านคนจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ธนาคาร

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด