[สรุปรายละเอียด] “วุฒิศักดิ์คลินิกยื่นศาลล้มละลาย” หลังจากขาดทุน 4 ปีติดต่อกัน

พี่ทุยเชื่อว่าสโลแกน “เพราะความสวย… รอไม่ได้” ของคลินิกเจ้าดัง1แห่งหนึ่งคงติดหูใครหลาย ๆ คนแน่นอน แต่ในวันนี้คงต้องขอแก้ว่าความสวยอาจจะรอกันได้ แต่หนี้เนี่ยถ้ายิ่งรอไปนาน ๆ ยิ่งพอกหางหมู และพอต้านทานไม่ไหวก็ล้มครืนเอาได้นะ เรื่องของเรื่องคือเมื่อวันอาทิตย์​ที่ 12 กรกฎาคม​ที่ผ่านมานี้ คลินิก​ความงามชื่อดัง "วุฒิศักดิ์คลินิกยื่นศาลล้มละลาย" โดยยื่นฟื้นฟูกิจการกับศาลล้มละลายกลาง โดยศาลล้มละลาย​กลางได้รับคำร้องไปแล้วตั้งเเต่วันที่ 27 เมษายน และจะนัดไต่สวนในวันที่ 31 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ก่อนที่จะคุยกันต่อไป พี่ทุยขอย้ำว่าวุฒิ​ศักดิ์ไม่ได้ล้มละลายนะ เค้าเเค่ขอยื่นฟื้นฟูกิจการ แต่เพราะยื่นที่ศาลล้มละลายกลางเนี่ยแหละ หลายคนฟังผ่าน ๆ เลยจับได้แต่คำว่าล้มละลาย  เหมือนกรณีของการบินไทย พูดง่าย ๆ คือ ธุรกิจ​เเค่เซและไปหาที่พึ่งพิง ไม่ได้พังครืนไปเลยนะ

ไทม์ไลน์​ชีวิตของวุฒิศักดิ์​คลินิก​ตั้งเริ่มก่อตั้ง

ช่วงชีวิตที่ 1 : จุดเริ่มต้นของวุฒิศักดิ์​คลินิก

มาจากการที่นายแพทย์วุฒิ​ศักดิ์​ ลิ่มพานิช อดีตพนักงานของนิติพลคลินิก ได้ตัดสินใจออกมาเปิดธุรกิจคลินิก​ความงามของตัวเอง โดยร่วมกับคุณพลภัทร จันทร์วิเมลือง และคุณกรณ์ กรณ์หิรัญ เข้าจดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์​ 2555 ด้วยทุนจดทะเบียน​ 1,533,950 บาท ในช่วงเเรกที่วุฒิศักดิ์​เปิดตัวค่อนข้างปังมาก เพราะมีการโปรโมทและโฆษณา​เต็มไปหมด มีการจ้างดาราดัง ๆ มาเป็นพรีเซนเตอร์​หลายคนเลย ในช่วงเวลานั้นดูเหมือนเค้าจะมาแรงแซงหน้านิติพลคลินิกไปเลยด้วยซ้ำ แน่นอนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวทั้งรายได้และกำไรของเค้าก็สวยงาม โดยในปี 2556 ที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งกิจการ วุฒิ​ศักดิ์​สามารถทำรายได้ได้ถึง 3,498 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิ 414 ล้านบาท ทำให้วุฒิศักดิ์เนื้อหอมและนำมาซึ่งเรื่องราวในช่วงที่ 2

ช่วงชีวิตที่ 2 : เนื้อหอมจนโดนเข้าซื้อกิจการ

จุดเปลี่ยน​ที่สำคัญ​ของวุฒิศักดิ์​เกิดขึ้น​เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2557 ที่บริษัทอีฟอร์แอลแอม จำกัด (มหาชน) หรือ EFORL (จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์)​ บริษัทมีมติจัดตั้งบริษัทใหม่ “บริษัท ดับบลิวซีไอ โฮลดิ้ง จำกัด” (WCI Holding Co.,Ltd. หรือ “WCIH”) เพื่อเข้าถือหุ้นในบริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (WCIG)​ 100% ด้วยมูลค่าถึง 4,500 ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่า EFORL ได้วุฒิศักดิ์​เข้ามาร่วมพอร์ตด้วย ก่อนหน้าที่ EFORL จะเข้าซื้อ เค้าทำธุรกิจ​ด้านเครื่องมือแพทย์ แต่เมื่อเข้าซื้อวุฒิ​ศักดิ์ ​เค้าก็​หันมาโฟกัสด้านนี้ โดยตั้งใจจะดันวุฒิ​ศักดิ์​เข้าตลาดหุ้น แต่ถนนกลับไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลายอย่างที่คิด กลับเต็มไปด้วยก้านกุหลาบที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม​ นอกจาก EFORL จะไม่ได้เงินมาใช้ “หนี้” แล้ว (ซึ่งพี่ทุยจะเล่าให้ฟังว่าหนี้อะไร)​ บริษัทลูกก็ยังดึงให้ฐานะทางการเงิน​รวมย่ำแย่ไปด้วยอีกด้วย

ไม่ใช่เเค่คนเท่านั้นที่เมื่ออยากได้อะไรก็จะใช้ Leverage (เช่น ซื้อหุ้นโดยใช้บัญชีมาร์จิ้น การใช้บัตรเครดิตชนิดวางเงินค้ำประกัน เป็นต้น) บริษัท​อย่าง EFORL ก็ทำอย่างนี้เช่นกันในการเข้าซื้อวุฒิศักดิ์​ เพราะเดิมที EFORL ก็เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ​ตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์​ทางการแพทย์​ซึ่งไม่ได้มีเงินสดมากมายถึง 4,500 ล้านบาท ทั้งบริษัท​ EFORL และบริษัท​ลูกอย่าง WCIH จึงต้องขอกู้เงินจากธนาคารมากว่า 3,000 ล้านบาท อย่างที่เราพอรู้กันว่าการใช้ Leverage นั้นก็มีข้อดีตรงที่ว่าหากเป็นไปตามที่คาดการณ์​แล้ว จะช่วยเพิ่มผลตอบแทน​ได้อย่างมหาศาล แต่หากเรื่องไม่เป็นไปอย่างที่คิดแล้วล่ะก็ นอกจากเงินต้นที่ต้องจ่ายคืนแล้ว ยังมีเรื่องของดอกเบี้ยอีกด้วย

ช่วงชีวิตที่ 3 : เมื่อวุฒิ​ศักดิ์​คลินิกไปอยู่ในพอร์ต​ของ EFORL เรียบร้อยแล้ว

และอย่างที่รู้กันว่าเรื่องราวต่อไปเป็นยังไง…

ในปี 2556 มีรายได้ 3,498 ล้านบาท กำไร 414 ล้านบาท
ในปี 2557 มีรายได้ 2,922 ล้านบาท กำไร 71 ล้านบาท
ในปี 2558 มีรายได้ 2,584 ล้านบาท กำไร 149 ล้านบาท
ในปี 2559 มีรายได้ 1,623 ล้านบาท ขาดทุน 528 ล้านบาท
ในปี 2560 มีรายได้ 481 ล้านบาท ขาดทุน 664 ล้านบาท
ในปี 2561 มีรายได้ 232 ล้านบาท ขาดทุน 23 ล้านบาท
ในปี 2562 มีรายได้ 185 ล้านบาท ขาดทุน 43 ล้านบาท

จากตัวเลขจะเห็นได้ว่ารายได้และกำไรของวุฒิ​ศักดิ์​ลดลงมาโดยตลอด และขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อน แต่ส่วนหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา​ประกอบด้วยคือเรื่องของจำนวนสาขา เพราะรายได้และกำไรที่เราเห็นนั้นเป็นรายได้และกำไรรวมของทุกสาขา ที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น และลดลงเมื่อจำนวนสาขาลดลง ฉะนั้นจึงอาจจะยุติธรรม​กว่าถ้าหากเราคิดเป็นรายได้และกำไรที่เกิดขึ้น​ในเเต่ละสาขา (คิดเป็น SSSG หรือ Same Store Sale Growth) ซึ่งวุฒิศักดิ์​คลินิกมีจำนวนสาขามากที่สุดถึง 120 สาขา ในปี 2559 ในปี 2560 มีจำนวนสาขาลดลงเกลือแค่ 116 สาขา ในปี 2561 มีจำนวนสาขาเหลือ 74 สาขา ในปี 2562 ลดลงเหลือเพียง 49 สาขาเท่านั้น ส่วนในตอนนี้ จากข้อมูลที่เขียนในเว็บไซต์​ทางการของวุฒิศักดิ์​คลินิก​เองนั้นมีสาขาเหลือเพียง 13 สาขาเท่านั้น ไม่ต้องหารตัวเลขให้ได้ SSSG​ ออกมาก็จะเห็นได้ว่าการเพิ่มจำนวนสาขาในปี 2559 ไม่ได้ส่งผลดีต่อรายได้และกำไรของเค้าเลย แถมยังส่งผลร้ายในเรื่องของการเพิ่มต้นทุนอีกด้วย และถึงจะมีการลดจำนวนสาขาลงอย่างต่อเนื่อง รายได้และกำไรก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้นเลย วุฒิ​ศักดิ์​เป็นส่วนหนึ่งของ EFORL ดังนั้นไม่เพียงเเต่จะเซเองแล้ว ก็พากำไรของ EFORL ดิ่งลงเหวด้วย จากรายงาน 56-1 ของ EFORL ในปี 2562 ที่ผ่านมา ธุรกิจ​ด้านการขายและให้บริการเครื่องมือแพทย์มีรายได้ลดลง 3% จาก​ปี 2561 แต่รายได้รวมกลับลดลง 7% เพราะรายได้จากการขายและการให้บริการความงาม (ซึ่งก็คือวุฒิ​ศักดิ์) ​ลดลง 42% นั่นเอง สุดท้ายเรื่องราวก็เลยดำเนินมาถึงช่วงชีวิตที่ 4

ช่วงชีวิตที่ 4 : ยื่นขอฟื้นฟูกิจการกับศาลล้มละลาย​กลาง

รายละเอียดก็อย่างที่เรารู้กัน พี่ทุยขอไม่พูดซ้ำในส่วนนี้นะ สาเหตุหลัก ๆ ที่กิจการไปไม่สวยก็คือเรื่องของคู่เเข่งเนี่ยแหละ เพราะธุรกิจ​คลินิกเสริมความงามเป็นที่นิยม คลินิกก็เลยผลุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดและตามมาด้วยการเเข่งขันทั้งด้านราคาและบริการ นอกจากคลินิก​ทั่วไปแล้ว หลายโรงพยาบาลก็เริ่มลงมาเล่นในสนามนี้เช่นกัน ด้วยการเปิดศูนย์ความงามของโรงพยาบาล ในเมื่อเค้กแทบไม่ได้ใหญ่ขึ้นเท่าไหร่​นัก แต่มีผู้มาขอส่วนเเบ่งจากเค้กชิ้นนั้นมากขึ้น รายได้และกำไรก็เลยหดไปโดยปริยาย นอกจากเรื่องโควิด-19 นี้เเล้วคงต้องพูดถึงปัจจัยสำคัญ​อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ว่าธุรกิจ​สเกลไหนก็เจ็บกันหมดอย่าง เพราะวุฒิ​ศักดิ์​คลินิกเปิดสาขาอยู่ในห้างสรรพสินค้า​จำนวนมาก เมื่อห้างโดนปิด รายได้และกำไรก็เลยถูกแช่เเข็งไปเลยยังไงล่ะ ในขณะที่ต้นทุนไม่ได้ถูกแช่เเข็งไปด้วย ทั้งการด้อยค้าของสินค้าเเละเครื่องมือ

กรณีนี้เป็นอีกกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจของการใช้ Leverage เลยนะ ถ้าไม่ประเมินสถานการณ์​รอบข้างและรู้จักยอมตัดขาดทุนตั้งเเต่เนิ่น ๆ (ในกรณีนี้​คงคำนึงถึงเรื่องต้นทุนจมมาก ๆ)​ ไม่ว่าจะสเกลไหนก็เจ็บตัวได้ทั้งนั้นแหละ อย่างที่เคยบอกไง Leverage ก็เหมือน​สเตียรอยด์​ที่ถ้าใช้อย่างเหมาะสมก็รักษาได้สารพัด แต่ถ้าใช้ไม่ดีล่ะก็ ผลข้างเคียงตามมาอีกเพียบเลย ฮือ ๆ

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด