In focus

  • หากคุณเคยค้นข้อมูลทางวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และเมื่อต้องการดาวน์โหลดเอกสารนำมาค้นคว้าต่อ เก้าในสิบครั้งที่คุณจะพบว่า ต้องจ่ายให้กับบริษัทผู้ตีพิมพ์วารสาร เป็นเงินไม่น้อยต่อครั้ง แล้วคุณก็อาจนึกสงสัยว่า งานวิจัยพวกนี้มาจากมหาวิทยาลัยหรือองค์กรรัฐ ที่โดยทั่วไปแล้วน่าจะได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีของประชาชน แล้วทำไมการเข้าถึงความรู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษีจึงต้องมีค่าใช้จ่ายด้วย? 
  • โรเบิร์ต แม็กซ์เวลล์ คืออัจฉริยะผู้ริเริ่มโมเดลประตูเงินประตูทองที่กั้นขวางระหว่างนักวิชาการกับสาธารณชน ด้วยการรวบงานวิจัยไว้ในวารสารมีชื่อและเก็บเงินค่าเข้าอ่าน รายได้ส่วนใหญ่ของโมเดลนี้มาจากมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่จำต้องซื้อสิทธิในการเข้าเพื่อให้กับนักศึกษาและนักวิจัยของตน ทั้งที่เงินค่าเข้าอ่านเหล่านี้จะไม่ตกไปถึงนักวิจัยต้นทางเลย ปัจจุบันนี้ ครึ่งหนึ่งของงานวิจัยทั้งหลายในโลกจะไปตกอยู่กับผู้ตีพิมพ์ห้าบริษัทยักษ์คือReed Elsevier, Springer, Taylor & Francis, Wiley-Blackwell และAmerican Chemical Society 
  • จุดนี้เองที่อเล็กซานดรา เอลบาคาน นักศึกษาชาวคาซัคสถาน เกิดคำถามกับวิถีของแวดวงวิชาการว่า — ทำไมไม่กี่บริษัทจึงมีอำนาจในการควบคุมการเข้าถึงความรู้—ความรู้ที่ควรจะเป็นของที่สาธารณชนเข้าถึงได้โดยไม่มีอะไรกั้น นั่นคือที่มาของการใช้ความพยายามและความสามารถทุกวิถีทางด้านคอมพิวเตอร์ก่อตั้งเว็บไซต์ Scihub ขึ้นมาในปี 2011 เพื่อ ‘เปิดประตู’ ให้กับสาธารณชนในการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จนได้รับฉายาว่า ‘โจรสลัดดิจิทัล’ ที่บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายต่างฟ้องร้องและตามล่าตัวอยู่

อเล็กซานดรา เอลบาคานเป็นโจรสลัด

ทว่า แทนที่จะแล่นเรือออกปล้นสะดมท่ามกลางน่านน้ำหมายทรัพย์สมบัติ สิ่งที่เธอแสวงหากลับไม่ใช่เงินตราหรือสินมีค่ารูปธรรมใด แต่เป็นความรู้ที่ถูกล็อกอยู่หลังประตูอภิสิทธิ์ ไม่เกินความจริงนักหากพูดว่ามีนักวิชาการจำนวนมากที่เป็นหนี้บุญคุณเธอ บางคนก็เรียกเธอว่าเป็นโรบินฮู้ดแห่งความรู้ด้วยซ้ำ 

เธอได้รับคำแซ่ซ้องสรรเสริญมากหมาย และในทางกลับกัน เธอก็ถูกล่าตามตัว—จนต้องหนีไป มีชีวิตโดยไม่เปิดเผยที่อยู่

อเล็กซานดรา เอลบาคานเป็นโจรสลัดดิจิทัล

หากคุณทำงานในแวดวงวิชาการ หรือแวดวงเขียนที่ต้องอาศัยงานศึกษาหรืองานวิจัย— เป็นไปได้ว่าคุณอาจเคยค้นข้อมูลในกูเกิล พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พอคลิกเข้าไปอ่านบทคัดย่อแล้วดูเข้าเค้า จึงอยากดาวน์โหลดเอกสารเพื่อนำมาค้นคว้าต่อ เก้าในสิบครั้ง คุณกลับพบว่าหากจะดาวน์โหลด ต้องเสียเงินให้กับบริษัทผู้ตีพิมพ์วารสาร จำนวนเงินก็ไม่น้อย อาจตกที่ราว30-50 เหรียญต่อครั้ง 

แล้วคุณก็อาจนึกสงสัยว่า งานวิจัยพวกนี้เป็นงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยหรือองค์กรรัฐ  โดยทั่วไปแล้วมหาวิทยาลัยหรือองค์กรพวกนั้นก็น่าจะได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษีของประชาชน(ในประเทศนั้นๆ) สิ—แล้วทำไมการเข้าถึงความรู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษีจึงต้องมีค่าใช้จ่ายด้วย? 

หากคุณเคยสงสัยเช่นนี้ ผมขอแนะนำให้คุณรู้จัก โรเบิร์ต แม็กซ์เวลล์ คุณแม็กซ์เวลล์คนนี้เป็นอัจฉริยะผู้ริเริ่มโมเดลประตูเงินประตูทองที่กั้นขวางระหว่างนักวิชาการกับสาธารณชน ความที่เขารู้ดีว่านักวิชาการต้องอ่านงานวิจัยจำนวนมาก(เพื่อทำวิจัยของตนเอง) เขาจึงเห็นช่องทางทำกิน ด้วยการรวบงานวิจัยไว้ในวารสารมีชื่อและเก็บเงินค่าเข้าอ่าน รายได้ส่วนใหญ่ของโมเดลนี้ไม่ได้มาจากสาธารณชนคนธรรมดา แต่มาจากมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่จำต้องซื้อสิทธิในการเข้าเพื่อให้กับนักศึกษาและนักวิจัยของตน ทั้งที่เงินค่าเข้าอ่านเหล่านี้จะไม่ตกไปถึงนักวิจัยต้นทางเลย แม็กซ์เวลล์เรียกโมเดลทำเงินนี้ว่าเป็น‘เครื่องจักรผลิตเงินที่ไม่มีวันสิ้นสุด’ (a perpetual financing machine) ในขณะที่บางคนก็เรียกโมเดลทำเงินนี้ว่าเป็น‘การปล้นกลางวันแสกๆ’

ถึงแม้แม็กซ์เวลล์จะขายกิจการทำเงินไร้วันสิ้นสุดนี้ออกไปแล้ว แต่ปัจจุบัน ครึ่งหนึ่งของงานวิจัยทั้งหลายในโลกจะไปตกอยู่กับผู้ตีพิมพ์ห้าบริษัทยักษ์คือReed Elsevier, Springer, Taylor & Francis, Wiley-Blackwell และAmerican Chemical Society 

จุดนี้เองที่อเล็กซานดรา เอลบาคานก้าวเข้ามา เธอเป็นนักศึกษาชาวคาซัคสถานผู้งุ่นง่านใจกับวิถีที่วงการวิชาการดำเนินไป เธอเกิดคำถามนี้ขึ้นมาเช่นกันว่า— ทำไมไม่กี่บริษัทจึงมีอำนาจในการควบคุมการเข้าถึงความรู้—ความรู้ที่ควรจะเป็นของที่สาธารณชนเข้าถึงได้โดยไม่มีอะไรกั้น เธอไม่เพียงงุ่นง่านเฉยๆ เท่านั้น แต่ใช้กำลังและความสามารถทางคอมพิวเตอร์ก่อตั้งเว็บไซต์Scihub ขึ้นมาในปี2011 

เธอแฮ็กเอางานวิจัยที่อยู่หลังประตูเงินประตูทองออกมาเผยแพร่สู่โลกภายนอกให้ทุกคนเข้าถึงได้โดยง่าย

เดิมที หากคุณเกิดชอบงานวิจัยชิ้นไหน และไม่อยากเสียเงินเพื่อซื้องานนั้นผ่านผู้ตีพิมพ์ วิธีหนึ่งที่คุณอาจทำได้คือเขียนอีเมลไปหาผู้วิจัยโดยตรงเพื่อขอไฟล์ โดยส่วนใหญ่แล้วผู้วิจัยต้นทางจะยินดีแบ่งปันงานนั้นให้และอาจชี้ทางให้คุณไปหางานวิจัยใกล้เคียงได้ด้วย  พวกเขาไม่ได้อะไรจากวารสารพวกนี้เลย นอกจากได้‘มีชื่อว่าตีพิมพ์ในวารสารระดับสูง’

ก่อนหน้านี้วารสารบางฉบับเคยออกมาโต้แย้งว่าที่พวกเขาไม่จ่ายอะไรให้กับนักวิจัยต้นทาง เพราะต้นทุนของการดำเนินการนั้นสูงมาก ไหนจะต้องเขียนก๊อปปี้ ไหนจะต้องทำให้ค้นหาง่าย ฯลฯ แต่ความเป็นจริงคือบริษัทเหล่านี้มีส่วนแบ่งผลกำไรสูงมาก

ปัจจุบันเว็บไซต์Scihub รวบรวมงานวิจัยแล้วมากกว่า82 ล้านชิ้น ครอบคลุมทุกแขนงความรู้ อเล็กซานดรา เอลบาคานใช้ทุกวิถีทางในการรวบรวมงานวิจัยเหล่านี้ เช่น เขียนบ็อตเพื่อดึงเอางานวิจัยหลังประตูเงินออกมา ใช้แอคเคานท์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เธอได้มาเพื่อเข้าถึงและดาวน์โหลด หรือจ่ายเงินให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ให้บอกพาสเวิร์ดให้เธอ เพื่อที่เธอจะได้ใช้โปรแกรมอัตโนมัติไปดึงงานวิจัยออกมา และอื่นๆ

เธอเชื่อมั่นในแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์วิทยาศาสตร์ เชื่อว่าทุกคนควรเข้าถึงความรู้ได้โดยเท่าเทียมกัน

ด้วยพันธกิจโจรสลัดนี้เอง ทำให้เอลบาคานเป็นฮีโร่ของคนกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ก็เป็นตัวร้ายสำหรับคนอีกกลุ่ม เธอถูกบริษัทElsevier ฟ้องในปี2015 เป็นเงินจำนวน15 ล้านเหรียญ และAmerican Chemical Society ในปี2017 เป็นจำนวนเงิน4.8 ล้านเหรียญ ศาลริบเอาโดเมนเนมScihub บางส่วนไป เธอจึงต้องเปลี่ยนสกุลของโดเมนเนมไปเรื่อยๆ เพื่อหนีการปิดกั้น เธอไม่สามารถเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาได้เพราะกลัวถูกดำเนินคดี ปัจจุบันจึงต้องหลบซ่อนตัวอยู่ ขณะที่ก็ดำเนินภารกิจของตนไปเรื่อยๆ

ปัจจุบันมีความพยายามที่จะแก้ปัญหาเรื่องการผูกขาดความรู้หลายโครงการ หนึ่งในนั้นคือการโน้มน้าวให้ผู้วิจัยตีพิมพ์ผลงานในวารสารที่เปิดกว้างต่อการเข้าถึง(Open-access) เช่นPLOS (Public Library of Science) แต่โมเดลนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ตรงที่ผู้วิจัยต้องเป็นผู้จ่ายเงินค่าประมวลบทความเอง หรืออีกความพยายามที่น่าสนใจคือการเผยแพร่ฉบับก่อนตีพิมพ์(pre-print) ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการประมวลใดๆ แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็กังวลว่า หากเผยแพร่ก่อนเสียแล้ว โอกาสที่วารสารชั้นนำ(ผู้ผูกขาด) จะเผยแพร่งานของตนก็ลดลงตามไปด้วย

เรื่องของเอลบาคานเป็นหัวใจของปัญหาสำคัญและไม่มีวันจบสิ้นข้อหนึ่ง นั่นคือลิขสิทธิ์เป็นเครื่องขับเคลื่อนหรือขัดขวางการพัฒนาแน่ 

ผู้สร้างสรรค์ควรได้รับผลตอบแทน—แน่นอน แต่สัดส่วนของผลตอบแทนนั้นควรเป็นอย่างไร?

ถึงจะไม่ได้แล่นเรือในน่านน้ำจริง แต่เอลบาคานก็สร้างคลื่นกระเพื่อมที่ไม่อาจหยุดยั้งในแวดวงวิชาการไปแล้วเรียบร้อย

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด