ย้อนรอย “เศรษฐกิจไทย” กับความสำเร็จของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เคยสงสัยกันมั้ยว่ารูปแบบการปกครองของไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีที่มาที่ไปอย่างไร หากเราเคยตั้งคำถามว่าทำไมข้าราชการถึงเป็นอาชีพที่ผู้หลักผู้ใหญ่ชื่นชม ทว่ากลับเป็นอาชีพที่เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยให้ความสนใจ หรือเคยอ่านบทวิเคราะห์ปัญหา "เศรษฐกิจไทย" ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันชั้นนำหลายแห่งมักพูดถึงประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้าง (Structural Problems) ว่าเป็นรากฐานของปัญหาที่ขัดขวางการเติบโตของระบบเศรษฐกิจไทย วันนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟังว่าที่มาที่ไปมันเป็นอย่างไร

ที่มาและความสำคัญของรูปแบบการปกครองแบบรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ย้อนกลับไปถึงความรู้สังคมศึกษาสมัยมัธยม การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศสยามในช่วง 1 ศตวรรษที่ผ่านมา คือความสำเร็จในการบริหารจัดการรูปแบบการปกครองรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ร.5 นั่นเอง เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนที่จะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยหรือประเทศสยามในเวลานั้นมีการปกครองรูปแบบรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ [1] และเผชิญความท้าทายสำคัญในการปกครองคือ

1. การบริหารจัดการกลุ่มอำนาจขุนนางตามหัวเมืองต่าง ๆ
2. การบริหารจัดเก็บรายได้ของรัฐหรือภาษีอากร
3. การสะสมทุนของประชาชน
4. บทบาทการค้าของพ่อค้าต่างแดน
5. การรุกรานล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก

แม้อำนาจของกษัตริย์จะสูงสุด ทว่าหัวเมืองที่ห่างไกลออกไปหลายแห่งก็มีการสืบทอดอำนาจของขุนนางในการปกครองเมืองตนเอง การแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์มีเพียงแค่การส่งส่วยให้เมืองหลวงหรือกรุงเทพฯ เท่านั้น อย่างไรก็ตามโดยเฉลี่ยแล้วมูลค่าส่วยที่ส่งมากรุงเทพฯ นั้นต่ำกว่ามูลค่าของขวัญ และอาวุธ ที่กรุงเทพฯ ส่งไปให้หัวเมืองต่าง ๆ เพื่อรักษาสัมพันธไมตรี จึงทำให้สถานะการเงินของกรมพระคลังมีปัญหาขาดแคลน อีกทั้งเจ้าเมืองเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์กับกษัตริย์แต่มีการสืบทอดอำนาจกันเอง สถานการณ์การเมืองสมัยนั้นยังคงลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะแหล่งรายได้สำคัญของ 2 ขั้วอำนาจประสบปัญหาด้วยกันทั้งคู่ โดยแหล่งรายได้ของขุนนางตามหัวเมืองคือสินค้าป่า ซึ่งมีการหดตัวลงของอุปสงค์ในขณะนั้น ในขณะที่แหล่งรายได้ของกรมพระคลังก็มีปัญหาในการจัดเก็บได้น้อย เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ภาษีอากรฉ้อโกงบ้างและไม่ได้รับความร่วมมือบ้าง ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ร.5 ต้องปฏิรูปการปกครองให้มีลักษณะรัฐรวมศูนย์อำนาจและการเก็บภาษีอากรแบบใหม่ คือการรุกรานของชาวตะวันตก

ระบบเศรษฐกิจสมัยพุทธศตวรรษที่ 24

ในยุคสมัยการปกครองของ ร.5 ภาคอุตสาหกรรมยังไม่มีบทบาทสำคัญ สินค้าเศรษฐกิจคือสินค้าป่า สินค้าเกษตร ฝิ่น สุรา ไม้สักและแร่ต่าง ๆ ภาคบริการที่สำคัญคือการค้าและการขนส่งทางเรือ ในช่วง พ.ศ. 2390-2400 สินค้าป่าถูกลดความสำคัญลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนไป อุปสงค์ของสินค้าป่าลดลง อุปสงค์ของสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าว มูลค่าส่งออกข้าวในช่วงปี พ.ศ. 2393 ถึงช่วงปี พ.ศ. 2470 เพิ่มขึ้นมากถึง 25 เท่า นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวนาเริ่มสะสมทุน และยืนได้โดยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาการดูแลของระบบศักดินา นอกจากนี้หัตถอุตสาหกรรมก็เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจเช่นกัน

เม็ดเงินในระบบ "เศรษฐกิจไทย" ในตอนนั้นมีลักษณะกระจุกตัวอยู่ในการค้าและการขนส่งทางเรือ และสินค้าเกษตรเป็นสำคัญ นั่นทำให้กรมพระคลังซึ่งดูแลท่าเรือ มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองสูง ในส่วนของกรมนาซึ่งดูแลชาวนาและเก็บภาษีอากรก็มีความสำคัญเป็นลำดับรองลงมา

รัฐชาติ อุดมการณ์สำคัญของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในขณะที่ ร.5 ต้องบริหารจัดการคุมอำนาจหัวเมืองต่าง ๆ และเผชิญปัญหาฉ้อราษฎร์บังหลวงของนายภาษีอากร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าจีนนั้น ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสก็เริ่มเแผ่อาณานิคมมาทางใต้และทางตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ร.5 ทรงเห็นว่าสถานะความเข้มแข็งของกองทหารไทยมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากมีรายได้ไปอุดหนุนไม่เพียงพอ จึงต้องจัดการปฏิรูปรายได้ภาษีอากร ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถต้านการรุกรานอาณานิคมจากชาวตะวันตกได้ ในปี พ.ศ. 2435 ทรงตั้งกระทรวงเพิ่มขึ้นจาก 4 เป็น 12 กระทรวง เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีกระทรวงสำคัญ ๆ ได้แก่กระทรวงพระคลังสมบัติ (กระทรวงการคลังในปัจจุบัน) กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรพานิชการ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบัน) และกระทรวงยุติธรรม เป็นต้น อีกทั้งจัดตั้งระบบเทศาภิบาล เพื่อดูแลหัวเมืองชายแดนต่าง ๆ โดยให้ความสำคัญกับการส่งข้าหลวงไปควบคุมหัวเมือง บทบาทของกระทรวงมหาดไทยที่สำคัญคือการจดชื่อประชาชนตามทะเบียนบ้าน และบริหารระบบตำรวจเพื่ออำนวยความสงบสุขของชาวบ้าน บทบาทของกองทัพไทยและระบบตุลาการเองก็มีจุดเริ่มต้นมาในช่วงปฏิรูปการปกครองแบบรัฐรวมศูนย์นี้เช่นกัน

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของศาสนาและการศึกษาในการปฏิรูปการปกครองเช่นกัน จึงจัดตั้งสถาบันพุทธศาสนาและมอบหมายให้นิกายธรรมยุต จัดการบริหารดูแลเชิดชูศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และผนวกการศึกษาไว้กับศาสนา เห็นได้จากวัดคือศูนย์กลางการเล่าเรียนในเขตหัวเมืองและผู้ที่ทำหน้าที่ครูก็คือพระสงฆ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2464 มีการกำหนดการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษาแก่เยาวชนทุกคน โดยมีแก่นสำคัญในการศึกษาในขณะนั้นคือการเรียนภาษาไทยและเผยแพร่พุทธศาสนา เพื่อให้คนไทยใช้ภาษาและนับถือศาสนาเดียวกัน

การปฏิรูปการปกครองรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใช้เวลานานกว่าครึ่งศตวรรษและมาสำเร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ร.6 โดยสามารถยึดโยงความสำคัญของ 3 สถาบัน ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ประชาชนต้องเคารพทั้ง 3 สถาบันไม่สามารถละทิ้งสถาบันใดสถาบันหนึ่งได้ ภายใต้การปกครองรูปแบบรัฐชาติ [2] โดยศูนย์กลางของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือระบบข้าราชการพลเรือน ซึ่งรับผิดชอบการบริหารแผ่นดินทุกส่วนและได้รับการอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ เห็นได้จากรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น 35 เท่าในช่วง 30 ปี จำนวนข้าราชการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีการก่อตั้งโรงเรียนมากกว่า 330 แห่ง และเป็นจุดกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

[1] ระบอบการปกครองที่กษัตริย์มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารประเทศ กล่าวคือกษัตริย์คือกฎหมาย กษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีอำนาจเหนือประชาชนและเป็นเจ้าของแผ่นดิน

[2] รัฐชาติ มีองค์ประกอบสามประการ คือ (1) มีประชากรแน่นอน (2) มีดินแดนแน่นอน และ (3) มีรัฐบาลที่แน่นอนเป็นของตนเอง

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด