ทั้งกรณีล่าสุดคือการพบทหารอียิปต์ซึ่งมีไทม์ไลน์เดินทางไปในพื้นที่จ.ระยอง และกรณีบุคคลในครอบครัวนักการทูตจากประเทศในแอฟริกาติดเชื้อโควิด-19

จนสังคมพุ่งเป้าพร้อมตั้งคำถามไปที่ความแตกต่างของมาตรฐานในการบังคับใช้เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสระหว่าง “ประชาชน” ซึ่งรัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.พยายามเน้นย้ำอยู่เสมอว่า “ไม่ประมาทการ์ดอย่าตก” 

ต่างจาก “แขกวีไอพี”  ที่เดินทางเข้ามาภายในประเทศโดยต้องกักตัว ไม่มีมาตรการในการติดตาม หรือการไม่ปฏิบัติตามมาตรการของประเทศ ด้วยเหตุผลจากทางฝ่ายรัฐบาลว่า เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน จนมีการมองว่าเป็นต้นเหตุของการติดเชื้อดังกล่าว

ลามไปสู่การปิดสถานที่ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงเรียน ทั้งที่เพิ่งจะคลายล็อก เศรษฐกิจเพิ่งจะเริ่มดีขึ้น ตามมาด้วยแฮชแท็กทั้ง #รัฐบาลการ์ดตก หรือ #ศบค.การ์ดตก และอาจทำให้เราต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่หรือไม่?

เมื่อมีผู้ติดเชื้อคงต้องไม่ลุ้นกันต่อว่า นับจากนี้ไปอีก 14 วันซึ่งเป็นระยะฟักตัวเราจะพบเชื้อไวรัสลุกลามในวงกว้าง “มาก” หรือ “น้อย” เพียงใด

กรณีที่เกิดขึ้นแม้ล่าสุดจะมีท่ามีมาจากตัว “บิ๊กตู่” ในฐานะผอ.ศบค.ที่ออกมาขอโทษ และขอรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น

แต่ดูเหมือนว่า “ประเด็นโควิด” ที่เดิมทีกำลังจะเริ่มเข้าสู่ช่วงของการฟื้นฟูเยียวยา และถือเป็นโอกาสของการกู้วิกฤติศรัทธาให้รัฐบาลกลับกลายมาเป็น “มรสุมลูกใหญ่” ที่อาจมีผลสั่นคลอนสถานะรัฐบาลประยุทธ์อีกระลอก

ยังไม่นับรวม “มหาพายุทางการเมือง” ก่อนหน้านี้ ทั้งร้อยร้าวภายในพรรคและขั้วรัฐบาล ลามไปถึงเสียงเร่งเร้าจากบรรดาพรรครัฐบาลและพรรคแนวร่วมที่บีบให้ “พล.อ.ประยุทธ์” เร่งปรับครม. ท่ามกลางศึกฟาดฟันแย่งเก้าอี้กันอย่างดุเดือด

แม้เวลานี้พายุลูกนั้นจะสงบลงชั่วคราว เพราะมีกระแสโควิดเข้ามาแทรก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ขณะนี้ยังคงมีแรงกระเพื่อมจากฝ่ายการเมืองที่เปิดศึกฟาดกันไปมา ไม่เว้นแต่ละวัน และดูเหมือนจะเป็น “คลื่นใต้น้ำ” ที่รอการปะทุขึ้นมาอีกระลอกจนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ “รัฐนาวาประยุทธ์” ต้องสั่นคลอน!!

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด