พี่ขจี

ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล

พี่ขจีเป็นคาทอลิก แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะรักพี่ขจีมากเกินไป

ครอบครัวของพี่ขจีนับว่ามีฐานะพอสมควร เพราะมีธุรกิจขายส่งสินค้าจำพวกเครื่องเย็บปักถักร้อยอยู่ในสำเพ็ง รวมถึงธุรกิจทำทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศและรับจองตั๋วเครื่องบินทั่วโลก คุณพ่อคุณแม่มาจากครอบครัวคนจีน มีบ้านพักหลังงามอยู่ในซอยละแวกถนนคอนแวนต์ ระหว่างถนนสีลมกับถนนสาทรเหนือ ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของผู้มีอันจะกินมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พี่ขจีมีชื่อเล่นว่า “กลาง” เพราะเป็นลูกคนกลาง โดยมีพี่ชาย 1 คนกับน้องสาวอีก 1 คน

ใน พ.ศ. 2519 ผมเช่าบ้าน(ความจริงคือห้องแบ่งให้เช่า)อยู่ในซอยพระยาพิพัฒน์ ย่านถนนสาทรเหนือ และสามารถเดินมายังถนนสีลม โดยผ่านซอยสีลม 3 ที่เชื่อมกับถนนคอนแวนต์เพื่อขึ้นรถเมล์ไปเรียนหนังสือที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ป้ายรถเมล์เยื้องๆ ธนาคารกรุงเทพจำกัด สำนักงานใหญ่ เช่นเดียวกันกับตอนเย็นก็จะมาลงรถเมล์ที่ป้ายหน้าธนาคารแห่งนี้แล้วเดินผ่านซอยสีลม 3 กลับมาบ้าน

เช้าวันหนึ่งตอนต้นเดือนกรกฎาคมปีนั้น ในซอยสีลม 3 มีน้ำเจิ่งนองเพราะฝนเพิ่งหยุดตก ผมเดินอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้แผลที่เท้าเปียกน้ำ (เพราะเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่คณะได้พาน้องใหม่ปี 1 ไปเข้าค่ายรับน้องที่น้ำตกเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี ผมเดินพลาดทำให้เล็บหัวแม่เท้าข้างขวาฉีก ต้องทายาและพันแผลไว้ แล้วต้องใส่รองเท้าแตะไปมหาวิทยาลัย) ช่วงหนึ่งได้ยินเสียงแตรรถดังอยู่ข้างหลังใกล้ๆ ก็หยุดหลบแล้วหันไปดู แต่รถคันนั้นก็มาจอดใกล้ๆ ผม แล้วคนที่นั่งด้านซ้ายก็เปิดกระจกพร้อมกับเรียกชื่อผมเรียกให้ขึ้นรถ เธอแนะนำตัวว่าชื่อ “เล็ก” เรียนที่คณะรัฐศาสตร์ด้วยกัน แต่เธอไม่ได้ไปเข้าค่ายรับน้อง ผมจึงยังไม่รู้จักเธอ พอผมขึ้นไปนั่งด้านหลังเธอก็แนะนำสาวสวยที่เป็นคนขับรถว่า “นี่พี่กลาง” เป็นพี่สาวของเธอ เป็นนิสิตปี ๔ ที่คณะอักษรศาสตร์ พี่กลางหรือที่ผมทราบชื่อจริงในภายหลังว่า “พี่ขจี” ก็ยิ้มให้ผมเล็กน้อย พร้อมกับส่งเสียงใสๆ ว่า “สวัสดีจ้ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ”

ตลอดระยะทางที่นั่งอยู่ในรถเพียงแค่สิบกว่านาที พี่ขจีคุยกับผมอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัย เรื่องความสนใจในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งผมก็ตอบไปว่า ผมต้องเล่นกีฬาน้องใหม่ 2-3 ประเภท พี่ขจีชวนผมให้เข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคจามจุรี ที่พี่ขจีเป็นกรรมการของพรรคอยู่ด้วย ซึ่งในตอนนั้นกำลังจะต้องมีการเลือกนายกสภาองค์การนิสิต โดยเป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคจุฬาประชาชนกับพรรคจามจุรี ซึ่งผมมาทราบในภายหลังว่าพรรคจุฬาประชาชนมีแนวคิดที่เอียงไปในซ้าย คือเน้นเสรีภาพและความเสมอภาคของนิสิต รวมถึงการสร้างสังคมใหม่ให้น่าอยู่กว่าเดิม ภายใต้แนวคิดแบบสังคมนิยมที่เรียกว่า “เพื่อมวลชน” ส่วนพรรคจามจุรีเป็นพรรคในแนวอนุรักษนิยม ที่ต้องการส่งเสริมความยิ่งใหญ่และเกียรติภูมิของชาวจุฬาฯ รวมถึงการเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

พี่ขจีส่งเราสองคนลงที่หน้าคณะรัฐศาสตร์ ผมขอบคุณทั้งพี่ขจีและน้องเล็กที่รับผมขึ้นรถมา แต่ผมก็ไม่ได้ขึ้นรถของพี่ขจีบ่อยๆ เพราะผมมักจะไปเรียนตอนสายๆ เกือบๆ แปดโมงเช้า ส่วนสองพี่น้องจะไปมหาวิทยาลัยเช้ากว่านั้น เว้นแต่ว่าผมจะไปเช้าหรือพี่ขจีจะออกมาสาย เราจึงจะได้ “จ๊ะเอ๋” และขึ้นรถไปมหาวิทยาลัยด้วยกันในบางครั้ง แต่เราจะเจอกันในมหาวิทยาลัยบ่อยมาก เรียกว่าเกือบจะทุกวันก็ได้ เพราะพี่ขจีจะฝากข่าวมาทางน้องเล็กให้ผมไปพบที่ศาลาพระเกี้ยว ซึ่งพี่ขจีมานั่งทำงานที่พรรคจามจุรีทุกวันในช่วงที่ไม่มีชั่วโมงเรียน บังเอิญว่าคณะรัฐศาสตร์ก็อยู่ใกล้ๆ กันกับศาลาพระเกี้ยว แค่เดินข้ามถนนข้างคณะก็เดินเข้าไปที่ศาลาพระเกี้ยวนั้นได้เลย

ผมได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคจามจุรีโดยมีพี่ขจีเป็นผู้รับรอง งานแรกที่พี่ขจีให้ผมช่วยก็คือการขายบัตรการแสดงดนตรีเพื่อหาเงินเข้าพรรค วงดนตรีนั้นเป็นวงของมหาวิทยาลัยจากประเทศญี่ปุ่น โดยได้เชิญให้พี่ขจีร่วมร้องเพลงด้วย ซึ่งพี่ขจีก็เลือกร้องเพลง “โจโจ้ซัง” โดยพี่ขจีจะซ้อมร้องเพลงนี้ในตอนเย็นในห้องทำงานที่พรรคจามจุรี แล้วให้ผมช่วยวิจารณ์ว่า “ดีหรือยัง” ซึ่งผมก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะเป็นภาษาญี่ปุ่น เพียงแต่บอกว่าเสียงดี จังหวะใช้ได้ ลีลาท่าทางต้องปรับอีกนิด ที่สุดเมื่อถึงวันแสดงจริงๆ พี่ขจีก็ร้องได้อย่างไพเราะและสร้างความประทับใจแก่ผู้ฟังเป็นอย่างมาก ส่วนผมจำได้แต่ว่าพี่ขจีแต่งตัวสวยมาก เป็นชุดหวานๆแบบที่เรียกว่า “ชุดตุ๊กตา” คือเป็นผ้าชีฟองสีครีมฟูฟ่อง กระโปรงบานคลุมเท้า เสื้อเปิดไหล่นิดๆ จับจีบรอบตัวแขนหมูแฮม พี่ขจีที่มีผมยาวสลวยอยู่แล้วตกแต่งพวงผมดำขลับนั้นด้วยกระจุกดอกไม้เล็กๆ สีขาวและชมพู จึงดูน่ารักมาก

หลังจากวันนั้นผมกับพี่ขจีก็สนิทสนมกันมากขึ้น เราเดินไปด้วยกันทั่วจุฬาฯ พี่ขจีแนะนำผมกับคนที่ไปเจอะเจอว่าผมเป็น “บอดีการ์ด” เราทานข้าวกลางวันด้วยกันเกือบจะทุกวัน แม้ว่าตอนเย็นจะไม่ได้กลับด้วยกัน แต่ผมก็จะต้องเจอกลับพี่ขจีก่อนกลับบ้านเสมอ ต่อมาพี่ขจีมาบอกผมว่าไม่ได้ขับรถแล้ว โดยให้น้องเล็กขับแทน ตอนเช้าก็ยังนั่งรถมาเรียนด้วยกัน แต่ตอนเย็นต่างคนต่างกลับ เพราะพี่ขจีมีกิจกรรมที่ต้องทำมากขึ้น โดยเฉพาะงานของพรรคจามจุรีที่การเลือกตั้งนายกสภา อนจ. (องค์การนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) กำลังเข้มข้น พี่ขจีจึงขอให้ผมอยู่ค่ำๆ เป็นเพื่อน โดยบอกผ่านน้องเล็กให้ทางบ้านทราบว่า มีเพื่อนของน้องเล็กคอยดูแลการกลับบ้านในยามมืดๆ ค่ำๆ เพื่อให้ทางบ้านสบายใจ

ภายหลังผมจึงมารู้ความจริงว่า พี่ขจีมีปัญหากับทางบ้านมากตั้งแต่เป็นสาวที่เรียนอยู่ในชั้นมัธยมนั่นแล้ว พี่ขจีเล่าให้ผมฟังว่าที่บ้านเป็นพวกหัวโบราณ พ่อกับแม่หวงลูกสาวมาก และอบรมเลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด พี่ชายคนโตที่ดูแลกิจการของครอบครัวก็อารมณ์ร้าย พี่ขจีเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำเรื่อยมาจนจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสตรีชื่อดังของคาทอลิกย่านชิดลม พี่ขจีวาดหวังอนาคตไว้ว่าอยากจะเห็นโลกกว้าง จึงเลือกเรียนภาษาต่างประเทศหลายภาษา รวมถึงที่เลือกเข้าศึกษาในคณะอักษรศาสตร์ดังกล่าวนั้นด้วย

แต่ชีวิตของพี่ขจีไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทั้งยังมีขวากหนามแสนทุกข์ทรมาน

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด