16 ต้นอ่อนทานตะวัน

ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะกับอดีตเจ้าของหนังสือพิมพ์แห่งสวนสยามท่านหนึ่ง ชื่อท่าน ผอ.เจริญชัย พร้อมภรรยาสาว ชื่อ คุณกนกอร เพ็งจางค์ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2545-2555 ระยะเวลาประมาณ 7-8 ปี ท่าน ผอ.เจริญชัย ได้เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์เพ็งจางค์อันโด่งดังในยุคนั้น ได้ผลิตนิตยสารต่างๆ ออกมาสู่แผงหนังสือ ล้วนแต่เป็นหนังสือมีสาระ สอนคนให้เป็นคนดี เป็นหนังสือแนวธรรมะสอนใจ เช่น หนังสือเส้นทางธรรมะ ชะตากรรม และหนังสือในแนวบาป บุญ คุณ โทษ ออกสู่แผงหนังสือจำหน่ายทั่วประเทศ โดย บริษัท ธนบรรณ จำกัด วันเวลาผ่านไป คนยุคใหม่ไม่ค่อยสนใจจะอ่านหนังสือกันแล้ว หันไปอ่านอีบุ๊ก เฟซบุ๊ก เพราะไม่ได้หาซื้อ ทำให้หนังสือและนิตยสารต่างๆ หายไปจากแผงหนังสือ

คงเป็นยุคอิ่มตัวของหนังสือแล้ว คุณเจริญชัย เพ็งจางค์ ก็เลยหันไปเล่นการเมืองท้องถิ่น โดยได้รับเลือกให้เป็นรองนายกเทศมนตรีตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนภรรยา คุณกนกอร เพ็งจางค์ ตอนแรกเธอเป็นพยาบาลวิชาชีพ อยู่โรงพยาบาลวชิระ กรุงเทพฯ ต่อมาย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่อยู่อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

มีงานประจำทั้ง 2 คน แต่ คุณเจริญชัยและคุณกนกอรไม่เคยคิดจะอยู่เฉยๆ ในวันหยุดเขาและเธอเป็นคนขยันทำมาหากิน มีลูกด้วยกัน 4 คน คนโตอายุได้ 16 ปี คนรอง 10 กว่าขวบ ทำงานช่วยพ่อแม่ได้แล้ว โดยคุณกนกอรจะใช้เวลาในวันหยุดราชการเพาะปลูกผักหลายอย่าง โดยเปิดขายอยู่หน้าฟาร์ม เช่น ผักบุ้ง ยอดอ่อนทานตะวัน ทำให้มีรายได้จากยอดผัก 10 ถุง = 250 บาท นอกจากนั้น ก็ทำฟาร์มเป็ด ไก่ ปู ปลา ในฟาร์มของเธอมีครบทุกอย่าง ไม่ต้องหาซื้อ ไม่ต้องไปตลาด โดยมีคุณเจริญชัยและลูกๆ เป็นผู้ช่วย

นอกเหนือจากฟาร์มผักระยะสั้น ก็มีการเลี้ยง หอย ปู ปลา ไว้ในบ่อ ตักขายได้เป็นรายวัน มีรายได้เข้าฟาร์มไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท ต่อสัปดาห์ ดังนั้น ชีวิตราชการของคุณกนกอรจึงไม่ต้องมีหนี้สินเหมือนคนอื่น นอกจากพืชผักสวนครัวแล้ว เธอยังวางแผนปลูกผักหวานป่า ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้าน เก็บยอดขายได้ตลอดชีวิต นอกจากนั้นก็มีฟาร์มปศุสัตว์ ทั้งวัว ควาย หมู เป็นรายได้ต่อปี ขยันแบบนี้ก็น่าเป็นตัวอย่างแก่คนอื่นๆ ได้ ถ้าข้าราชการดีๆ อย่างคุณกนกอรทำได้แบบนี้ก็นับได้ว่าน่ายกย่องเป็นแบบอย่างแก่คนอื่น หรือคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี

เรียกได้ว่าไม่ปล่อยให้เวลาสูญไปโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากทำฟาร์มปลูกผัก เลี้ยงสัตว์แล้ว คุณกนกอรยังแบ่งที่ดินเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมเพื่อให้ผู้มาปฏิบัติธรรม และทำพืชผักสวนครัว สอนเด็กในหมู่บ้านให้รู้จักทำมาหากิน ยังมีร้านอาหาร และทำโฮมสเตย์ให้แขกผู้มาเยือนในราคาย่อมเยา

คุณกนกอร พยาบาลวิชาชีพ รับราชการกินเงินเดือนแต่หารายได้พิเศษในวันหยุดและเวลาเลิกงานด้วยการเพาะต้นอ่อนทานตะวัน และผักบุ้งยอดอ่อนขายแก่ข้าราชการและชาวบ้านละแวกใกล้เคียง เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งนับว่าค่าครองชีพยิ่งสูงขึ้นตามยุคสมัย และมีลูกๆ ต้องส่งเสียเล่าเรียนอีก 3 คน คุณกนกอรและสามีจึงต้องรับภาระหนักหน่อย

คุณกนกอร จะเพาะต้นอ่อนทานตะวันและผักบุ้งยอดอ่อนสลับกัน โดยจะเพาะครั้งละ 10 กิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท ขายได้สัปดาห์ละ 1,000 บาท หรือถ้ามีคนสั่งเข้ามาก็จะมียอดเพิ่ม ประมาณ 20-30 กิโลกรัม ก็จะมีรายได้ครั้งละ 2,000-3,000 บาท ต่อสัปดาห์ ออกขายทางออนไลน์ในหมู่ข้าราชการในจังหวัดร้อยเอ็ด

วิธีเพาะ ต้นอ่อนทานตะวัน

ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ใครประหยัดได้ก็ประหยัด แถมถ้าประหยัดแล้วยังหารายได้เสริมได้อีกช่องทางก็จะเป็นทางรอดและทางเลือกให้กับชีวิตเรา สำหรับวันนี้ เราจะแนะนำการปลูกผักไว้กินเอง ซึ่งผักที่เราจะแนะนำนี้ นอกจากจะปลูกไว้กินเองแล้ว ยังสามารถเป็นแหล่งรายได้เสริมให้กับเราได้อีกด้วย นั่นก็คือ การเพาะ “ทานตะวันงอก” นั่นเอง

สำหรับการปลูกทานตะวันงอก อุปกรณ์ประกอบด้วย

  • เมล็ดพันธุ์ทานตะวัน ซึ่งมีหลายพันธุ์ให้เลือก สามารถหาซื้อได้จากร้านอาหารสัตว์ หรือซื้อตามอินเตอร์เน็ตก็ได้
  • ถาดเพาะ-กะละมัง หรืออะไรก็ได้ที่คิดว่าจะใส่ดินแล้วระบายน้ำออกไปได้ ใช้ถาดจากร้านทุกอย่าง 20 ก็ได้ การเลือกถาดเพาะ หรือกะละมังนี่ ถ้าปลูกหลายถาด หรือหลายกะละมัง ควรซื้อแบบเดียวกัน เพราะเวลาเอามาซ้อนกันมันจะได้ซ้อนได้
  • ผ้าขนหนูที่ไม่ใช้แล้ว 1 ผืน เอาไว้บ่มเมล็ดทานตะวัน
  • กะละมังสำหรับแช่เมล็ดทานตะวัน
  • ดินปลูกสำเร็จรูป หรือจะทำเองก็ได้ ส่วนผสมก็มี ดิน แกลบดำ ปุ๋ยคอก ใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือน เพราะว่าละเอียดกว่าปุ๋ยคอก และไม่มีเมล็ดพันธุ์อื่นๆ ขึ้นมารบกวนในภายหลัง

วิธีเพาะทำดังนี้

เอาเมล็ดพันธุ์ไปแช่น้ำไว้สัก 6-12 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ก็แช่ตอนกลางวัน ตกเย็นเลิกงานก็มาบ่มเมล็ดพันธุ์ต่อ จากนั้นก็เอาเมล็ดพันธุ์ออกมาสะเด็ดน้ำ แล้วห่อด้วยผ้าขนหนู บ่มเมล็ดเอาไว้ให้รากงอก ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ถึง 1 คืน สำหรับการแช่และบ่ม ขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศด้วย ถ้าอากาศร้อนๆ อบอ้าว รากจะงอกไวนิดหนึ่ง อาจจะ 6-8 ชั่วโมง ก็สามารถเอาออกมาใส่ถาดเพาะได้

สำหรับถาดเพาะ ใส่ดินประมาณนิ้วหนึ่งก็พอ จากนั้นก็เอาเมล็ดพันธุ์ที่บ่มจนรากงอกออกมาแล้วมาโรยไว้ให้ทั่ว เอาถาดเพาะซ้อนๆ กันไว้ ไม่ต้องกลัวว่าทานตะวันงอกจะเป็นแผลกดทับหรือหักงอ เสร็จแล้วก็หาผ้าสีทึบๆ คลุมเอาไว้สัก 1 คืน ตอนเช้าก็เอาออกมารดน้ำปกติค่ะ การเอาถาดกดเมล็ดพันธุ์เอาไว้จะช่วยให้รากมันไชลงดิน ไม่ดันขึ้นมาด้านบน

พอรากไชลงดินแล้ว ต้นก็จะเริ่มงอกขึ้นมา เราก็เอาถาดมาวางเรียง หรือวางไว้บนชั้นก็ได้ แต่ไม่ต้องให้โดนแสงแดด แล้วก็รดน้ำเช้า-เย็น วิธีรดน้ำนี่ใช้กระบอกฉีดพ่นน้ำให้เป็นละออง เพราะถ้าเอาสายยางฉีดมันจะแรงไป ต้นอาจจะหัก หรือดินกระเซ็นมาใส่ใบทานตะวันได้ ช่วงนี้ใบทานตะวันจะเป็นสีเหลืองๆ ไม่ต้องตกใจ การไม่ให้ต้นอ่อนโดนแสงจะเป็นวิธีเร่งให้ต้นอ่อนยืดตัวขึ้นหาแสง ประมาณสักวันที่ 6 เรายกถาดออกไปให้รับแสง ทีนี้ใบก็จะเป็นสีเขียวสวยงาม สามารถตัดกิน หรือตัดขายได้ วิธีการตัด ก็ใช้มีดคมๆ ตัดแต่เบามือ (สำหรับคนที่จะเอาไปขาย) ส่วนตัดกินเอง ถ้าไม่ซีเรียสว่าต้องสวยงาม ก็ตัดตามสบาย การแช่และบ่มเมล็ดพันธุ์ในตอนแรก จะช่วยให้เบาแรงตอนเก็บเกี่ยว เพราะเราต้องเก็บเปลือกเมล็ดพันธุ์ออกจากใบเลี้ยงด้วย ไม่งั้นเก็บเปลือกกันเหนื่อยเลย

สำหรับวิธีเพาะต้นอ่อนทานตะวัน เราสามารถดัดแปลงไปเพาะต้นอ่อนผักบุ้งงอก หรือผักชนิดอื่นๆ ก็ได้ เพียงแต่ตัดส่วนของการบ่มเมล็ดพันธุ์ออกเท่านั้น

สำหรับรายละเอียดต่างๆ ผู้อ่านสนใจ ก็โทร.ไปสอบถาม คุณกนกอร เพ็งจางค์ ได้ที่โทร. 089-423-7435

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด