เมืองไทย 360 องศา

หลังจากมี ส.ส.บางคนจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นพรรคฝ่ายค้านได้แสดงท่าทีอึดอัดใจหลังจากได้ทำงานร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นอีก 6 พรรค โดยพวกเขาอ้างว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านดังกล่าวมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องการเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง พร้อมทั้งขอให้เอกสิทธิ์ในการโหวตสวนในบางเรื่องที่ไม่เห็นด้วย และมติของพรรคร่วมฝ่ายค้านก็ไม่ใช่มติทั้ง 7 พรรคอีกด้วย

ทำให้หลายคนมองออกว่าเวลานี้มี ส.ส.ของพรรคเศรษฐกิจใหม่บางคนกำลังจะชิ่งไปร่วมกับฝ่ายรัฐบาลแล้ว รวมไปถึงให้จับตากันว่าจะมี ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้านอื่นๆผละออกมาในลักษณะเดียวกันด้วย

ขณะเดียวกันนาทีนี้ให้โฟกัสไปที่พรรคเพื่อไทยก่อนว่าจะมีรายการ “กระเพื่อม” เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน หลังจากมีการยื่นให้มีการสอบสวน 2 ส.ส.สุรินทร์ จากกรณีที่ไปต้อนรับ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะลงพื้นที่ไปตรวจราชการที่นั่นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยพวกยังประกาศสนับสนุนให้อยู่ยาวจนครบ 4 ปีและประกาศสนับสนุนล้านเปอร์เซ็นต์อีกด้วย

สำหรับ ส.ส.จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทยที่ไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันดังกล่าวมีจำนวน 3 คน คือ คุณากร ปรีชาชนะภัย ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และ ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล อย่างไรก็ดี ส.ส.ที่ถูกยื่นให้สอบสวนมีจำนวน 2 คน คือ ครูมานิตย์ และ ตี๋ใหญ่ โดยคนที่เสนอให้สอบสวนคือ ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคภาคอีสาน โดยกล่าวหาอย่างรุนแรงว่าเป็นพวกที่ “เลียรองเท้าทหาร” สวนทางกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งยอมรับไม่ได้ พร้อมย้ำว่าจะต้องมีการสอบสวนทางวินัยและจริยธรรมเพ่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปในอนาคต

ล่าสุด ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ก็ได้ยื่นหนังสือให้สอบสวนต่อ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยแล้ว ซึ่งสมพงษ์ ย้ำว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนโดยจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ จะได้ข้อสรุป

สิ่งที่น่าจับตาก็คือการสอบสวนดังกล่าวจะทำให้เกิดรอยร้าวขึ้นในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เนื่องจากจะต้องมีความเห็นเกิดขึ้นตามมา ซึ่งย่อมมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เช่น เวลานี้มีความเห็นจาก ส.ส.กาฬสินธุ์ คมเดช ไชยศิวามงคล ที่ระบุว่ากรณีของ 3 ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ไม่ต่างจากพวก “งูเห่า ภาค 2” มีความหมายไม่ต่างจาก “กบฏของพรรค” นั่นเอง

แม้ว่าที่ผ่านมา ส.ส.สุรินทร์ดังกล่าวจะชี้แจงแล้วว่าไม่มีอะไรเกินเลยไปมากกว่านั้น เป็นเพียงการไปต้อนรับนายกรัฐมนตรีตามปกติ ในฐานะส.ส.เท่านั้น อีกทั้งยังต้องการงบประมาณเพื่อพัฒนาพื้นที่ อย่างไรก็ดีหากมีการสอบสวนเกิดขึ้นจริงมันก็ย่อมเสี่ยงต่อการแตกแยกภายในพรรคตามมาหรือไม่ เพราะเมื่อพิจารณาจากแบ็กกราวด์ของ สอง ส.ส.สุรินทร์ ทั้ง ครูมานิตย์ และ ตี๋ใหญ่ ถือว่า อยู่กับพรรคเพื่อไทยมายาวนาน และที่สำคัญยังมีฐานเสียงแน่นพอสมควร อีกทั้งจะว่าไปแล้ว พวกเขาถือว่าเป็น “ลูกหม้อ” อยู่กับพรรคมานาน นานมากกว่า ยุทธพงศ์ เสียอีก เพราะรายหลังย้ายพรรคมาจากพรรคประชาธิปัตย์มาสังกัดพรรคเพื่อไทยเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง และได้ดิบได้ดีเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

กรณีที่เกิดขึ้นทำให้ถูกจับตามองว่าจะจบอย่างไร จะเดินหน้าสอบสวนเอาผิด หรือว่าจะปล่อยให้เรื่องเงียบ เพราะการให้เวลาสอบ 2-3 สัปดาห์ทางหนึ่งเหมือนกับว่าต้องการให้กระแสเรื่องนี้ค่อยเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่หากมีการเอาจริงเอาจัง มันก็ทำให้มองได้เหมือนกันว่ากระแส “งูเห่า” นั้นมีมูล และหากมีจริงมันก็คงไม่ใช่แค่พื้นที่ในเขตอีสานใต้ที่นี่ที่เดียว

เพราะหากพิจารณาจากพื้นที่ภาคอีสาน ที่ถือว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีการแย่งชิงกันหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำรัฐบาลในเวลานี้ ซึ่งเฉพาะหน้ามีความเคลื่อนไหวใช้ “พลังดูด” มาเพิ่มเสียงสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลให้พ้นเสียง “ปริ่มน้ำ” โดยเชื่อว่าต้องการเสียงเข้ามาเพิ่มไม่น้อยกว่า 10-20 เสียง

เมื่อพิจารณาจากความเคลื่อนไหวภายในพรรคร่วมฝ่ายค้าน เริ่มจากพรรคเศรษฐกิจใหม่ที่มีท่าทีชัดว่ามีบางส่วน “เริ่มชิ่ง”ออกมาแล้ว ขณะเดียวกันในพรรคเพื่อไทย หากมีการสอบสวนสอง ส.ส.สุรินทร์อย่างจริงจัง นั่นก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้เห็น “สัญญาณ”บางอย่างออกมาให้เห็นแล้ว ซึ่งเสี่ยงต่ออาการกระเพื่อมและอาจทำให้เครื่องรวนได้ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างไรก็ต้องจับตาดูกันยาวๆกว่านี้ เพราะเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง !!

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด