ปัญหาทุกอย่าง ล้วนมีทาง ผ่านไปได้
ปัญหาทุกอย่าง ล้วนมีทาง ผ่านไปได้

ทุกวิกฤต ย่อมมีปฐมบท …ปฐมบทของ "วิกฤตต้มยำกุ้ง" คือ เหตุการณ์ลอยตัวค่าเงินบาท

ซึ่งตรงกับวันนี้ 2 ก.ค. เมื่อ 23 ปีที่แล้ว

วิกฤตต้มยำกุ้ง ไม่ได้เกิดและดับในปี 2540

แต่มันกินเวลาลากยาวไป อย่างน้อย 4 ปี

คือ 40, 41, 42, และ ปี 43

ช่วงนั้น บางคนถึงกับเรียกมันว่า ปีมรณะ, เผาหลอก, เผาจริง และ ลอยอังคาร

ในช่วงเวลาที่ปั่นป่วนนั้น ผมอยู่ในวัยเบญจเพส อายุ 25 ปี

เริ่มทำงานปี 2539 เป็นวิศวกร บริษัทวางข่ายสายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง วนเวียนทำงานอยู่แถวเชียงใหม่ ลำพูน นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม

ความที่กิจการแทบทุกอย่างในไทยช่วงนั้นเข้าสู่วิกฤต สภาพการณ์ในออฟฟิศก็ดูวิกฤตไปด้วย พอโครงการต่างจังหวัดแล้วเสร็จ ก็กลับมาออฟฟิศที่กรุงเทพ

ตอนนั้นทุกอย่างก็ต้องรัดเข็มขัด ผู้บริหารต้องลดเงินเดือน … ระดับปฏิบัติการไม่มีการขึ้นเงินเดือน … โบนัสไม่ต้องถามถึง… สภาพในออฟฟิศ ปิดไฟเป็นแถบๆ…กาแฟและชาวางไว้แค่วันละ 1 ชม.ตอนเช้า…โปรเจคต์ไหนยุบ ไม่มีงาน ก็เอาคนออกไปเลยทั้งทีม

ภาพนี้เกิดขึ้นกับออฟฟิศจำนวนมากในกรุงเทพฯ

งานดีๆ งานใหม่ๆ เป็นอะไรที่หาโคตรยาก

ไม่กี่ปี ภาพทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือ เป็นหลังตรีน

ก่อนผมเรียนจบ การได้รับจดหมายเชิญไปสัมภาษณ์งานตอนปี 3 ปี 4 (2537-38) เป็นเรื่องปกติสำหรับวิศวกรใกล้จบ GPA เกิน 3

ชุดความคิดเรื่อง “เงินเดือนขึ้น 10% โบนัส 3 เดือน” นี่คือเรื่องยืนพื้น

ก่อนนั้นไม่กี่ปี เมืองไทยยังดูดี เป็น "เสือตัวที่ห้า"
เพียงพริบตากลายเป็น "ลา ตัวที่หนึ่ง"

รุ่นพี่ผมหลายคนเพิ่งซื้อบ้าน เพิ่งซื้อรถ … แน่นอนว่ายังผ่อนไม่หมด

บางคนต้องงดแต่งงาน บางคนปล่อยรถโดนยึด บางคนย้ายโรงเรียนลูก เพราะรายได้บางเบาดุจขนนก แต่รายจ่ายหนักแน่นดั่งขุนเขา

เหตุการณ์แย่ลง หน้าหนังสือพิมพ์มีแต่ข่าวร้ายๆอยู่แรมปี

. . ------------------- . .

ในที่สุด สิงหา 2543 ผมก็กลายเป็นคนว่างงาน

ถ้าไม่นับเงินที่พ่อแม่ฝากให้… ต้องนับว่าผมเป็นชายไทยวัยเบญจเพส ที่แทบไม่มีเก็บเลย

ถ้าสมัยนี้ ก็คงต้องบอกว่า "ไอ้นิ้วโป้ง เมิงนี่มันโคตร Loser !"

ช่วงเวลานั้น ยอมรับว่ากลุ้มใจมาก
ญาติผู้ใหญ่มาที่บ้าน เจอผมทุกคนก็ถามว่า ทำไมสายแล้วยังไม่ไปทำงาน … ผมไม่รู้ว่าจะตอบยังไง

ตอนนั้นพยายามคิดอย่างหนัก คิดว่ายังไงก็ต้องดิ้นรนหารายได้มาเพื่อ

1. ให้เกินค่าใช้จ่าย
2. ส่งค่าเรียนป.โทได้

ขอแค่ 2 เรื่องนี้ … ผมยินดีต่อสู้ดิ้นรนกับชีวิต อะไรทำแล้วได้เงิน…ทำหมด

-> ไปเป็นอาจารย์พิเศษ ที่ม.เอกชนไกลๆ

-> ไปเดินดูกระดานงานที่มหาลัย หางานพิเศษว่ามีอะไรที่ทำได้เงินบ้าง

-> ไปรับจ้างทำการบ้าน รับจ้างทำเคส รับจ้างทำ take home exam และอีกสารพัดรับจ้าง…. ให้นศ.ป.โท ป.โทบริหาร

-> ทำติวเตอร์ และส่งติวเตอร์ ม.ต้น ม.ปลาย มหาลัย ป.ตรี

-> และอื่นๆ อื่นๆ อื่นๆ

หากถามว่าท้อไหม … ก็ตอบเลยว่ามากกก แต่มันก็ต้องทนไง

เหนื่อยกายนอนตื่นก็หาย เหนื่อยใจนอนตื่นไม่หาย

ช่วงนั้นไม่กล้าคิด ไม่กล้าฝัน ไม่กล้ามีความรัก รู้สึกอะไรๆ มันยากไปหมด

สมัครงานไปเป็นสิบๆ ส่งจดหมายไปที่ไหน ไม่มีใครโทรเรียก …โทรปรับทุกข์กับรุ่นพี่ ที่เขาแย่เหมือนกัน เขาปลอบว่า

ผมยังโชคดี ยังโสดและอายุน้อย ไม่เหมือนเขา

"มีเมียอุ้มท้อง มีลูกอ่อนร้องไห้"

ผมคิดว่า ความรู้สึกแย่จริงๆไม่ได้เกิดจากความผิดหวังในความฝืดเคืองของภาวะวิกฤตอย่างเดียว

แต่มันยังผสมความรู้สึกผิด_ด้อยค่า_อับอาย ที่ทำให้คนที่เรารัก ต้องมาเป็นห่วงเราด้วย

คุณพ่อผม เขาสงสาร คงเห็นผมกดดันตัวเองเกินไป คุณพ่อยื่นเงินให้ 9,000 บาท … บอกว่า ผมช่วยดูแลกิจการครอบครัว อยากจะให้เงินเดือน

ผมนี่…รับเงินมาน้ำตาร่วง รู้สึกก้อนจุกๆ มันมาอุกที่ลำคอ พ่อแม่ส่งเสียเลี้ยงดูมาขนาดนี้ ยังแบมือรับเงินพ่ออีกหรือ

ตอนนั้น ไหว้ขอบคุณพ่อ… หยิบแบงค์พันมาใบนึง แล้วคืนที่เหลือไป ขอร้องพ่อว่า “ป๊าอย่าให้เงินผม”

เพราะมันจะทำให้ผมอ่อนแอ

หลังจากนั้นอีกเกือบปี เทพีแห่งโชคเริ่มเข้าข้าง

ผมได้งานดีกับบริษัทข้ามชาติ ช่วยชุบชีวิตกลับมาในเส้นทางอีกครั้ง ตั้งใจทำงานเรื่อยมา กับอีกหลายที่หลายแห่ง ตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาท

อะไรที่เป็นการลงทุนระยะยาว เราเต็มที่ ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ LTF RMF SSFX ออมหุ้น ซื้อหุ้นเก็บเพิ่ม ฯลฯ ทั้งหมดนี้เน้นลงทุนซื้อทางเดียว

การถือเงินสดไว้มากไป ทำให้ใจร้อน

เพราะชีวิตเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน อันนี้คนรุ่นผมจะทราบดี

ผมจึงอยากส่งกำลังใจให้ทุกท่าน ที่กำลังลำบาก ค้าขายไม่ดี

หรือมีปัญหาในกิจการ หน้าที่การงาน รายได้ลด หรืออาจจะต้องหมดอนาคต ต่อหน้าที่ ที่มีอยู่ในเวลาอันใกล้นี้

มืดมิดที่สุด ก็คือใกล้สว่าง แม้อาจต้องใช้เวลาหน่อย

ขอให้เชื่อว่า แสงสว่างมีอยู่ อย่างจริงแท้

ปัญหาทุกอย่าง ล้วนผ่านไปได้

อธิป กีรติพิชญ์

เจ้าของหนังสือ Best Seller “ติวหุ้น รวยด้วยวีไอ” และยังเป็นวิทยากรคอร์ส “ลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานแบบ Value/Growth Investor” ด้วยประสบการณ์ในตลาดทุนกว่า 17 ปี และประสบการณ์ในการเป็นติวเตอร์ บวกกับความเป็นคนอารมณ์ขัน  ทำให้คุณนิ้วโป้งสามารถถ่ายทอดเรื่องยาก อย่างการลงทุน ให้เข้าใจได้ง่าย และยังใช้ภาษา ลีลาที่มีเอกลักษณ์น่าสนใจอย่างยิ่ง จึงทำให้ได้รับเชิญไปบรรยายในงานต่างๆ มากมาย

 

คอร์สสัมมนา :  ติวหุ้น รวยด้วย VI

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด