ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือครม. (5พ.ค.63) ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยให้นายสุชาติ เตชจักรเสมา ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงานมาหลากหลายด้านไม่ว่าจะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ กรรมการในคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และอื่นๆ ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ (บอร์ด) อคส. แทนพลตำรวจโท ไกรบุญ ทรวดทรง ที่ได้ลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่ประธานบอร์ดคนใหม่มีภารกิจมากมายที่ต้องเร่งดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดเงื่อนไขเวลา 

นายสุชาติ เตชจักรเสมา เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มีเวลาในการทำงานประมาณ 1 ปีเศษก่อนหมดวาระ มีนโยบายที่จะต้องเร่งดำเนินการ 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.การจัดการด้านสินทรัพย์ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้าที่มีศักยภาพ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด  รวมถึงการพัฒนาพื้นที่โครงการคลังสินค้าธนบุรี 1 ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2.พัฒนาบุคลากรให้ทันสมัยและต่อเนื่อง และเพิ่มกำลังคนในกลุ่มงานที่ขาดบุคลากร นำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยุคใหม่มาใช้ในกระบวนการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ และรู้เท่าทันสถานการณ์ 3.การส่งเสริมระบบธรรมภิบาลในองค์กรให้มีความโปร่งใส่ ตรวจสอบได้ การหารายได้เข้าองค์กร รวมถึงการตั้งคณะอนุทำงานด้านกฎหมายเพื่อมาดูเรื่องกฎหมายทั้งหมดซึ่งรวมถึงคดีความต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ 

                               สุชาติ เตชจักรเสมา

“ปัญหาสำคัญในองค์กรตอนนี้คือ ยังมีหลายตำแหน่งว่างอยู่ โดยเฉพาะระดับรองผอ.ที่ยังว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วยผอ. อีก 10 ตำแหน่ง  ต้องเร่งหาคนมาเสริม เพื่อให้งานเดินหน้าต่อ ซึ่งจากรายงานมีปัญหาทั้งคนและรายได้ที่ยังไม่เพียงพอต่อการดูแลคนทั้งองค์กร มีรูรั่วเยอะมาก ผมต้องเร่งแก้ไขตรงนี้ รวมไปถึงการหารายได้จากสินทรัพย์เดิม โดยอาจจะมีการทบทวนงานในด้านต่างๆ ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะการเก็บค่าเช่า (คลังสินค้า)เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอต่อรายได้ที่เข้ามาเลี้ยงองค์กร ดังนั้นในเวลา 1 ปีเศษในตำแหน่งจะพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จ ทั้ง 3 ด้านจะต้องเดินไปพร้อมกัน ส่วนเป้ารายได้ของปีนี้ยังไม่ตั้งเพราะอยากทำงานให้สำเร็จก่อน”

ส่วนการหารายได้เข้าองค์กรต้องมาดูว่าตรงไหน พื้นที่ไหนสามารถดำเนินการได้และเกิดประโยชน์สูงสุดก็จะเร่งดำเนินการ ซึ่งจะพยายามให้มีรายได้เพิ่มเข้ามามากขึ้นจากเดิม โครงการต่างๆไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาคลังสินค้าธนบุรี 1 กรุงเทพฯ บนพื้นที่เกือบ 20 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ ผสมกับศูนย์การเรียนรู้และคลังแสดงสินค้าทางการเกษตร เพื่อสร้างรายได้ให้กับองค์กรในระยะยาวนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) รวมถึงการให้เช่าคลังสินค้าในต่างจังหวัดอาจจะมีการทบทวนใหม่ เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมากหลังการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 

ด้านการบริหารคน จะมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาบุคลากรเพื่อลงไปดูในส่วนต่างๆ ซึ่งโดยภาพรวมของพนักงานยังต้องปรับแนวคิดในการทำงานใหม่ทั้งหมด หากทุกคนมีแนวคิดเดียวกับองค์กรก็จะเดินหน้าไปได้ นอกจากนี้จะมีการลดคณะอนุกรรมการต่างๆ ที่มี 23-24 คณะให้เหลือ 11 คณะ เพื่อลดความซ้ำซ้อน และเพื่อให้ภารกิจต่างๆ มีความกระชับมากขึ้น

อนึ่ง จากรายงานประจำปี 2562 ที่อคส.เสนอต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน อคส. มีสินทรัพย์รวม (หนี้สินและทุน) จำนวน 3,906.700 ล้านบาท ประกอบด้วย สินทรัพย์หมุนเวียน 3,621.280 ล้านบาท  เงินทุน 1.173 ล้านบาท สินทรัพย์ถาวร 285.414ล้านบาท  สินทรัพย์อื่น ๆ 4,000 ล้านบาท และมีหนี้สิน 2,241.627ล้านบาทลดลงจากปี2561 จำนวน 143.023ล้านบาท และมีกำไรสะสม 722.097ล้านบาท 

ผลการดำเนินงานปีบัญชี 2562  อคส.มีรายได้รวม 305.548 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขาย/บริการ  186.672 ล้านบาท รายได้จากค่าเช่าคลัง 56.691 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ 62.184 ล้านบาท  มีค่าใช้จ่ายรวม 463.414 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 157.685 ล้านบาท

หน้า 9 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,588 วันที่ 2 - 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด