ภาพไฮไลต์

BMW Group Thailand สานต่อเส้นทางสู่ยานยนต์แห่งอนาคต มอบประสบการณ์มอเตอร์โชว์เต็มรูปแบบ ผสานช่องทางดิจิทัล เปิดตัวรถใหม่ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 นำโดย X3 xDrive30e M Sport ใหม่

ประสบการณ์มอเตอร์โชว์แบบเสมือนจริง ถ่ายทอดทุกแง่มุมจากบูธจริงให้สัมผัสได้จากที่บ้าน X3 xDrive30e M Sport ใหม่ เสริมทัพยานยนต์อเนกประสงค์ เอสยูวีซีรีส์ X ต่อยอดความสำเร็จของ X5 รุ่นปลั๊กอินไฮบริดและรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ฝั่งรถเล็กอย่าง MINI เอาใจแฟนๆด้วยรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น พร้อมสีและการตกแต่งพิเศษ กับ MINI Rosewood Edition และ MINI Convertible Sidewalk Edition
โชว์โฉมในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2020 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 41 นอกจากรถยนต์รุ่นใหม่และโปรโมชั่นแล้ว พื้นที่จัดแสดงยังมีมาตรการด้านสุขอนามัยครบถ้วน รวมถึงประสบการณ์แบบดิจิทัลที่ครบทุกมุมมองและโต้ตอบได้ ให้ทุกคนได้สัมผัสอย่างสะดวกสบายและปลอดภัยจากที่บ้าน

X3 xDrive30e M Sport ยานยนต์อเนกประสงค์เอสยูวีพลังงานผสม เครื่องยนต์บวกมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมระบบปลั๊กอินไฮบริด รถรุ่นนี้ใช้การนำชิ้นส่วนมาประกอบในประเทศ เพื่อต่อยอดความสำเร็จของรถยนต์ Sports Activity Vehicle (SAV) รุ่นบุกเบิกอย่าง BMW X5 ปัจจุบัน มีให้เลือกทั้งในรุ่นปลั๊กอินไฮบริดและรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล

สำหรับแฟนๆ MINI มีรถยนต์รุ่นโปรดอย่าง MINI HATCH และ MINI Convertible ในสไตล์พิเศษกับ MINI Rosewood Edition สีพิเศษโทนอุ่น และ MINI Convertible Sidewalk Edition สีโทนเย็น

สถานการณ์ในปัจจุบัน บรรดาผู้จัดแสดงรถยนต์ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ได้จัดทำมาตรการตามความเหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการจัดทางเดินให้กว้างขึ้น การขอความร่วมมือให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนสวมใส่หน้ากากอนามัยภายในพื้นที่ พร้อมจัดการฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำอย่างเข้มงวด ภายในบูธจัดแสดงของ BMW MINI และ BMW motorrad แวะชมพื้นที่จัดแสดงได้อย่างปลอดภัย มีที่ปรึกษาด้านการขายที่สวมหน้ากากอนามัยและหน้ากาก Face shield ในขณะที่บริเวณที่นั่งยังมีการเว้นระยะห่างที่มากขึ้นระหว่างแต่ละโต๊ะ มีห้องแสดงรถยนต์ส่วนตัวได้โดยไม่ต้องกังวลถึงความแออัด

BMW X3 xDrive30e M Sport Plug in Hybrid (รุ่นประกอบในประเทศ) ราคา 3,659,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

X3 xDrive30e M Sport พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive และระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า eDrive ของ BMW ระบบปลั๊กอินไฮบริด เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร กำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีด Sport Steptronic กำลังจากระบบไฟฟ้าสูงสุดที่ 80 กิโลวัตต์ / 109 แรงม้า โดยส่งพลังลงสู่ล้อทั้งสี่ รวมถึงโหมดการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ประหยัดน้ำมัน และลดมลภาวะ

เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบ และมอเตอร์ไฟฟ้าของรถยนต์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นนี้ มีกำลังรวมสูงสุด 215 กิโลวัตต์ / 292 แรงม้า อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้ลงมาที่ระดับ 35.7 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 64 กรัมต่อกิโลเมตร เมื่อรวมการใช้พลังงานทั้งสองรูปแบบ X3 xDrive30e M Sport มีอัตราการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 17.92 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร ส่วนแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนมาพร้อมกับเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ใหม่ล่าสุด ขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทาง 47 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC แรงบิดรวมสูงสุด 420 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 6.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มอเตอร์ไฟฟ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ สามารถทำงานทั้งในรูปแบบการขับขี่พลังงานไฟฟ้าล้วน หรือเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป ตามแต่โหมดการทำงานและสถานการณ์บนท้องถนนอีกด้วย โดยในโหมด MAX eDrive ซึ่งเปิดใช้งานได้ด้วยปุ่ม eDrive บริเวณคอนโซลหลัก บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยปราศจากการปล่อยมลพิษ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบเชียบ ไร้เสียงรบกวน ด้านโหมด Auto eDrive แบบมาตรฐานสามารถทำความเร็วสูงสุดด้วยการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วนได้ที่ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะเดียวกัน เครื่องยนต์สันดาปยังสามารถสลับมาทำหน้าที่แทนเมื่อเร่งความเร็วสูงขึ้น หรือเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์เพิ่มเติม เมื่อระบบเครื่องยนต์และมอเตอร์ทำงานประสานกัน บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ จะแสดงประสิทธิภาพและพลังการขับขี่ให้สัมผัสได้ถึงขีดสุด โดยในขณะที่เร่งความเร็ว มอเตอร์ไฟฟ้าจะมอบการตอบสนองที่ทันใจกว่าอย่างชัดเจน และในการขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ มอเตอร์ไฟฟ้าก็จะช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยมลภาวะลง

โหมด BATTERY CONTROL กำหนดสถานะการชาร์จของแบตเตอรี่แรงดันสูงให้อยู่ในระดับที่ผู้ขับต้องการ กักเก็บพลังงานเพื่อสลับมาเลือกขับขี่แบบไร้มลภาวะ ขณะเดินทางผ่านเมือง แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ ตั้งอยู่บริเวณใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังจึงช่วยประหยัดพื้นที่ ในขณะที่ถังน้ำมันตั้งอยู่เหนือบริเวณเพลาหลังของตัวรถ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคันนี้จึงสามารถบรรจุสัมภาระได้โดยแทบไม่ถูกจำกัดพื้นที่ ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระที่มีความจุถึง 450 ลิตร เทียบได้กับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปรุ่นอื่นๆ และเมื่อพับพนักพิงเบาะหลังแบบ 40:20:40 ก็สามารถเพิ่มความจุได้สูงสุดถึง 1,500 ลิตร เซลล์แบตเตอรี่ความจุรวม 12.0 กิโลวัตต์-ชั่วโมง แบตเตอรี่แรงดันสูงของบีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ จึงมอบทั้งประสิทธิภาพที่โดดเด่นและระยะทางการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วนที่ยาวไกลกว่า จึงใช้ขับขี่เดินทางในแต่ละวันได้โดยปราศจากมลภาวะ แม้จะต้องเดินทางออกนอกเมืองก็ตาม แบตเตอรี่แรงดันสูงชุดนี้รองรับการชาร์จผ่านเต้าเสียบปลั๊กไฟทั่วไปภายในบ้านด้วยอุปกรณ์สายชาร์จมาตรฐาน โดยสามารถชาร์จจนเต็มได้ภายเวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมงด้วยวิธีนี้ ในขณะที่การชาร์จแบตเตอรี่ผ่านแท่นชาร์จ BMW i Wallbox จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ภายในเวลาเพียง 3.5 ชั่วโมง

BMW X3 xDrive30e แพ็กเกจชุดแต่ง M Sport ใส่ล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว ลาย Double-Spoke ระบบไฟหน้า LED ปรับตามทิศทางหมุนของพวงมาลัย ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ คาลิเปอร์เบรก M Sport ระบบช่วยการขับขี่ ระบบช่วยจอดรถ ระบบแสดงผล BMW Head-Up Display ชุดเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman/Kardon ราวหลังคาอะลูมิเนียมแบบด้าน อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ เช่น ระบบสร้างเสียงจำลองเตือนผู้ใช้ถนนรอบข้าง เมื่อขับขี่ในระบบไฟฟ้าด้วยความเร็วต่ำ ระบบจะส่งเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้า BMW เพื่อเตือนผู้ใช้ถนนให้ทราบถึงตัวรถที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ โดยไม่รบกวนผู้ขับและผู้โดยสาร

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ควบคุมระยะไกลด้วยสมาร์ทโฟนผ่าน BMW Connected App บริการดิจิทัลอื่นๆ ควบคุมการชาร์จแบตเตอรี่ขณะเดินทางได้ง่ายขึ้น โดยใช้ระบบช่วยเหลือในการค้นหาสถานีชาร์จสาธารณะ การควบคุมระบบชาร์จแบตเตอรี่จากทางไกล หรือการตรวจสอบข้อมูลสถานะการชาร์จ และระยะการขับขี่ทั้งในแบบไฟฟ้าล้วนและผสม ผ่านทางสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่หรืออุปกรณ์ส่วนตัวอื่นๆ 

BMW X5 xDrive45e M Sport ราคา 4,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

BMW X5 xDrive30d M Sport ราคา 4,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

เจเนอเรชั่นที่ 4 ของ X5 ทั้งในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดและเครื่องยนต์ดีเซล รูปลักษณที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ในตระกูล SAV ของ BMW เครื่องยนต์ มีให้เลือกทั้งปลั๊กอินไฮบริดและเครื่องยนต์ดีเซล เป็นรถอเนกประสงค์เอสยูวีรุ่นที่ประกอบในประเทศ X5 xDrive45e M Sport ผสานการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าเข้ากับความคล่องตัวในแบบฉบับรถยนต์ Sports Activity Vehicle (SAV) มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 43.5 กิโลเมตรต่อลิตร ตาม ECO Sticker โดยเมื่อขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว จะสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากเดิมสูงสุดที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด 80 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC และผล Eco Sticker

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ 3.0 ลิตร BMW TwinPower Turbo กำลัง 210 กิโลวัตต์ / 286 แรงม้า เทคโนโลยี BMW EfficientDynamics และเจเนอเรชั่นที่ 4 ของเทคโนโลยี BMW eDrive มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 83 กิโลวัตต์ / 113 แรงม้า แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน จุพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 24 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ระบบไฟฟ้าทั้งหมด พัฒนาเพื่อให้จัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบปลั๊กอินไฮบริดของ X5 xDrive45e M Sport ให้ความประหยัดพร้อมแรงบิดที่น่าประทับใจ

มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ เมื่อทำงานร่วมกัน มีกำลังสูงสุดที่ 290 กิโลวัตต์ หรือ 394 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร ส่งกำลังโดยตรงไปที่เกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีด Steptronic เจเนอเรชั่นล่าสุด ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร ใน 5.6 วินาที เร็วกว่ารุ่นก่อนหน้า 1.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

BMW X5 xDrive30d M Sport เครื่องยนต์ดีเซล ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติขับเคลื่อน 4 ล้อ ZF 8 สปีด Steptronic เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo กำลังสูงสุด 195 กิโลวัตต์ หรือ 265 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตร ที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ BMW xDrive เจเนอเรชั่นล่าสุด พัฒนาระบบส่งกำลังขับเคลื่อนและควบคุมการทรงตัว ถ่ายแรงขับเคลื่อนอย่างนุ่มนวลระหว่างล้อหลังทั้งสองข้างบนเส้นทางออนโรดหรือออฟโรด

ช่วงล่าง X5 xDrive30d M Sport รุ่นดีเซล มาพร้อมช่วงล่างแบบ Adaptive ในขณะที่ X5 xDrive45e M Sport รุ่นเบนซินปลั๊กอินไฮบริด ติดตั้งช่วงล่างแบบ Adaptive Air Suspension ช่วงล่างระบบถุงลมที่สามารถปรับระดับอัตโนมัติและระบบควบคุมความนุ่มนวลโช้กอัพแบบแปรผัน ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (Dynamic Traction Control) ระบบ Driving Experience Control สำหรับเลือกรูปแบบการขับขี่พร้อมโหมด ECO PRO และระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (Dynamic Stability Control)

X5 ทั้งสองเครื่องยนต์ ติดตั้งชุดแต่ง M Aerodynamics ขอบหน้าต่างและราวหลังคาสีดำเงา กระจังหน้าทรงไตคู่มีผิวอะลูมิเนียมแบบด้าน ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย Star-spoke สำหรับ X5 xDrive30d M Sport และล้ออัลลอย M ขนาด 21 นิ้ว ลาย Y-spoke สำหรับ X5 xDrive45e M Sport ห้องโดยสาร พร้อมระบบการควบคุมแบบใหม่ล่าสุด แผงหน้าปัดดิจิทัลจอ Control Display กราฟิกและดีไซน์สอดรับกับรูปแบบการใช้งานที่ทันสมัย เบาะนั่งหนังแท้ Vernasca พวงมาลัยสปอร์ตมัลติฟังก์ชั่น M Sport ฟีเจอร์อื่นๆ หลังคากระจกแบบ Panorama ขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า 30% ระบบช่วยเหลือผู้ขับ เช่น ระบบ Parking Assistant Plus สำหรับ X5 xDrive45e M Sport มาพร้อมระบบ Reversing Assistant กล้องมองรอบทิศทาง Surround View Camera วิวด้านบน วิวพาโนรามิค และรีโมท 3D วิวที่ช่วยให้ผู้ขับเชื่อมต่อเพื่อดูภาพของรถที่จอดทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ผ่านระบบ BMW ConnectedDrive ระบบ Driving Experience Control เลือกรูปแบบการขับขี่พร้อม ECO PRO ที่ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในระบบ BMW Live Cockpit Professional จอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อครบครัน ระบบควบคุมผ่าน iDrive, BMW Gesture Control และจอ Control Display ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว BMW ConnectedDrive มอบบริการการเชื่อมต่อระหว่างยานยนต์และผู้ขับ

BMW 320d GT Sport

ราคา 2,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็กเกจ BSI Standard)
BMW 320d GT Sport เป็นยานยนต์สไตล์ GT ที่เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของโมเดล พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง ออกแบบเพื่อเพิ่มความจุสัมภาระในแบบรถยนต์อเนกประสงค์ เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ BMW TwinPower Turbo กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที เร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 226 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีด อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 27.0 กิโลเมตรต่อลิตร ระดับการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 99 กรัมต่อกิโลเมตร

มิติตัวถังของ BMW 320d GT มีความยาวของตัวรถ 4,824 มิลลิเมตร เป็นความยาวของตัวถังที่ยาวกว่า BMW Series-3 3 รุ่นอื่น ๆ 200 มิลลิเมตร ช่องเก็บสัมภาระอเนกประสงค์ท้ายรถยังมีความจุสูงสุด 1,600 ลิตร 320d GT Sport มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว ระบบ iDrive Touch Controller และระบบ BMW ConnectedDrive อุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ เช่น พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Servotronic ระบบไฟหน้า LED ปรับอัตโนมัติ และโหมดการขับขี่ Driving Experience Control 

MINI Rosewood Edition (Hatch 3 ประตู)
ราคา 2,850,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

MINI Rosewood Edition (Hatch 5 ประตู)
ราคา 2,890,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

ทั้งสองรุ่นพิเศษของ MINI จะขายในประเทศไทยด้วยจำนวนจำกัด 30 คัน MINI Rosewood Edition สีแดง Indian Summer Red ที่มีเฉพาะในรุ่นพิเศษ งานออกแบบภายนอก หลังคา เส้นสายบนฝากระโปรงรถ และกระจกมองข้างสีดำ ตัดกับตัวถังสีแดงเมทัลลิก MINI Limited Edition รุ่นนี้ ติดตั้งไฟท้าย LED ลายธงยูเนียนแจ็คแบบใหม่ กล้องแสดงภาพด้านหลัง กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า ล้อขนาด 17 นิ้ว ลาย Rail Spoke 2-Tone ยางรันแฟลต การตกแต่งภายในโดดเด่นด้วยดีไซน์พิเศษอย่างเบาะหนัง MINI Yours Leather Lounge ในสีดำ Carbon Black ชุดตกแต่ง MINI Yours Interior สีดำ Piano Black illuminated ที่พักแขนด้านหน้า เพดานหลังคาภายในสี Anthracite เบาะนั่งดีไซน์ Sport และระบบปุ่มควบคุมเกียร์แบบไฟฟ้า

MINI Rosewood Edition ขับเคลื่อนเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ กำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ หรือ 192 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตรที่ 1,350 – 4,600 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ Steptronic คลัตช์คู่ 7 สปีด ทำความเร็วสูงสุดได้ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ใน 6.7 วินาที สำหรับ MINI Rosewood Edition Hacth 3 ประตู และ 6.8 วินาทีสำหรับ MINI Rosewood Edition Hatch 5 ประตู ส่วนเทคโนโลยีการขับขี่และระบบความปลอดภัย ติดตั้งถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้าง ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน ระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า ระบบควบคุมความเร็วคงที่เสริมด้วยฟังก์ชั่นช่วยลดความเร็ว ช่วงล่าง adaptive

MINI Convertible Sidewalk Edition

ราคา 3,060,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

MINI Convertible Sidewalk Edition สีฟ้าเมทัลลิก Deep Laguna หลังคาผ้าสี Anthracite ตกแต่งภายนอกด้วยลวดลายเรขาคณิตแบบสะท้อนแสง เส้นสายบนฝากระโปรงรถลาย Specific พร้อมเส้น Pin lines แถบสัญลักษณ์ ‘SIDEWALK’ บริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง และแถบทางเข้าประตูรถ MINI Convertible Sidewalk Edition ล้อรถลาย MINI Yours British Spoke 2-Tone ขนาด 18 นิ้ว ยางรันแฟลต หลังคาไฟฟ้าปรับพับได้ด้วยระบบ Z-folding 3 แบบ: ขึ้น ลง หรือโหมดหลังคาซันรูฟเพื่อรับลมเข้าสู่ห้องผู้โดยสาร โดยสามารถเปิดปิดหลังคาภายใน 18 วินาที ขณะขับขี่ด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วัสดุผ้าของหลังคารถแบบอ่อนดีไซน์พิเศษที่ถักทอเป็นลวดลายเรขาคณิต

MINI Sidewalk Edition เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ กำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ หรือ 192 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตรที่ 1,350 – 4,600 รอบต่อนาที ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic คลัตช์คู่ 7 จังหวะ ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 7.1 วินาที ช่วงล่างแบบ Adaptive กล้องแสดงภาพด้านหลัง ไฟท้าย LED ลายธงยูเนียนแจ็ค ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Apple CarPlay และแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

MINI Coopeer SE ยานยนต์ MINI พลังงานไฟฟ้า ราคา 2,290,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

MINI Cooper SE สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับ MINI 3 ประตู แต่แทนที่เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบบไร้มลภาวะ มอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดของ BMW สามารถส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ หรือ 184 แรงม้า มอเตอร์ไฟฟ้ามีแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที ความแรงใน 60 เมตรแรกช่วงออกตัว เทียบชั้นรถสปอร์ต แบตเตอรี่แรงดันสูง พัฒนาขึ้นมาสำหรับ Cooper SE โดยเฉพาะ แบตเตอรี่เมื่อชาร์จเต็มทำระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร ชุดแบตเตอรี่ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่นๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน Cooper SE มีความสูงกว่า MINI รุ่นอื่นๆ 18 มิลลิเมตร Cooper SE ติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะ โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากเกิดการชน

MINI Cooper SE ติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพการยึดเกาะ รองรับการตั้งค่าต่างๆ ตามสภาวะการขับขี่และรูปแบบการขับขี่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Sport, MID, GREEN, และ GREEN+ อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของ BMW คือการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ (regenerative brake) ชะลอความเร็วทันทีที่ผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่ง ลดความเร็วได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำโดยไม่ต้องแตะเบรก

แบตเตอรี่แรงดันสูงรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallbox ที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง ชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ใน 3.5 ชั่วโมง เมื่อชาร์จจากสถานีที่เป็นหัวชาร์จแบบ DC fast-charging ทำให้สำรองพลังงานได้เร็วขึ้น ออกแบบมาให้รองรับพลังงานในการชาร์จสูงสุด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จเร็ว 80 เปอร์เซ็นต์ใน 36 นาที รองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2 ไฟบอกสถานะการชาร์จปรากฏอยู่เหนือเต้าเสียบใน 3 สถานะด้วยกัน ได้แก่ ไฟสีส้มขณะเริ่มชาร์จ ไฟกะพริบสีเหลืองระหว่างการชาร์จ และไฟสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม เบาะผ้าสีดำ Carbon Black ลาย Double Stripe หัวเกียร์ในดีไซน์เฉพาะ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน แยกการระบายอากาศและการควบคุมอุณหภูมิระหว่างผู้ขับและผู้โดยสาร แผงหน้าปัดเฉพาะรุ่น จอแสดงผลสีดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว Black Panel ด้านหลังพวงมาลัย อัตราความเร็วในการขับขี่จะแสดงผลทั้งในแบบตัวเลขและแถบทรงกลมอยู่บริเวณกลางจอ ส่วนด้านข้างเป็นการแสดงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเกี่ยวกับระดับพลังงานของแบตเตอรี่แรงดันสูง โหมดการขับขี่ สถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และสัญญาณแสดงสถานะการทำงานของระบบต่างๆ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ สำหรับจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้วบริเวณแผงคอนโซล รองรับการแสดงผลจากบริการ MINI Connected ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น จอ eDrive ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและระยะทางที่วิ่งได้ รวมถึงทางเลือกต่างๆ ในการเพิ่มระยะทางในการขับขี่

ดีไซน์ภายนอก ฝาครอบที่ชาร์จไฟฟ้าอยู่เหนือล้อหลังด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับฝาถังน้ำมันของ MINI 3 ประตู บนฝาแสดงสัญลักษณ์ MINI Electric เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและการใช้พลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์นี้ยังปรากฏบริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง ประตูท้ายรถ และกระจังหน้า แถบสีเหลืองรับกับฝาครอบกระจกข้างในสีเหลือง ไฟหน้า LED ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Power Spoke ยางรันแฟลตพิเศษเฉพาะรุ่น.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด