ภาพไฮไลต์

หลังจากที่ แม่ปุ๊ อรพิน วรธรรม แม่ของ โอ วรุฒ วรธรรม ได้สิ้นลมหายใจเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมาที่ จ.เชียงใหม่ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้ว ซึ่งทางญาติได้มีความประสงค์ให้นำร่างของ แม่ปุ๊ มาบำเพ็ญกุศลที่กรุงเทพฯ และมีพิธีรดน้ำศพ และสวดพระอภิธรรมที่วัดศรีเอี่ยม บางนา

ซึ่งในงานมีญาติๆ และคนในครอบครัวของ โอ วรุฒ มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก รวมไปถึง นีโน่ เมทนี บุรณศิริ เพื่อนสนิทของ โอ วรุฒ ได้มาช่วยจัดงานด้วย นีโน่ ได้เผยว่า 

“ร่างแม่ปุ๊มาจากเชียงใหม่ครับ อันนี้เป็นความประสงค์ของญาติแม่ปุ๊ เพราะว่าส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ใหญ่หมดแล้ว ก็เริ่มเดินทางไม่ไหว ก็เลยขอนำร่างป้ามาบำเพ็ญกุศลที่กรุงเทพฯ และเดี๋ยวจะเอาเถ้ากระดูกไปลอยอังคารที่ดอยเต่า ลอยที่เดียวกันหมดเลยทั้งครอบครัว”

ย้อนกลับไปคือล้ม?
“คือจริงๆ ป้าเป็นคนที่ชอบใส่ถุงเท้าอยู่ในบ้านให้อุ่นเท้า แล้วเดินออกมาไม่ได้ใช้วอล์กเกอร์เดิน เลยลื่นล้ม แล้วน้องหมวยที่ดูแลอยู่เลยพาส่งโรงพยาบาล ทีแรกยังไม่มีอาการเท่าไหร่ แต่ทีหลังอาการยังไม่ค่อยดีก็เลยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ก็อยู่ไอซียู ก็ลุ้นครับว่าจะเป็นยังไงเพราะท่านก็ 84 แล้ว

ก็อยู่มาได้สักพักต้องถอดเครื่องช่วยหายใจ หมอบอกอาจจะต้องเจาะคอเราก็ไม่ค่อยอยากให้เจาะ พอถอดออกมา ป้าปุ๊ ไม่ต้องเจาะเลย ยังคุยได้อยู่ เราไปเยี่ยมก็ยังคุยกันได้อยู่เลย บอกว่าเดี๋ยวกลับมานะ

วันที่สิ้นลม ก็คือ พยาบาลเช็ดตัวเสร็จก็ให้อาหารทางท่อ ก็ยังคุยพยักหน้ากันปกติ แล้วประมาณ 07.34 น. ชีพจรท่านลดต่ำจนแทบไม่มีเลย พอ 07.42 น. ก็นิ่งสนิท แต่ก็เป็นความประสงค์ของครอบครัวป้าปุ๊อยู่แล้ว เพราะพี่เคยเห็นตอนปั๊มโอ คุณป้าอายุเยอะอยู่แล้ว เราจะไม่ยื้อกันว่าตอนป้าไปขอให้ไปให้สบาย คือค่อยๆ หลับไป”

ได้ไปเยี่ยม สั่งเสียมั้ย?
“คือไม่ได้สั่งเสีย ท่านใช้พยักหน้าเอา คือเรารู้ว่าท่านมีสติสัมปชัญญะ แต่ในทางการแพทย์หรือทางกฎหมายท่านไม่มีสติสัมปชัญญะ จะให้ท่านสั่งหรือพูดไรมา มันก็ไม่มีผลใดๆ แต่เอาเป็นที่รู้กันว่าท่านรับรู้หมดทุกอย่างแล้ว”

อย่างก่อนหน้านี้ที่แม่ปุ๊เคยฝากหลานๆ และฝากบ้าน?
“ต้องดูว่าหลังจากเสร็จงานจะเป็นยังไง เพราะยังไม่รู้อนาคต แต่ในความถูกต้องผมก็มีหน้าที่ดูในฐานะเพื่อนของโอ เจ้าของสมบัติ พูดง่ายๆ เป็นยังงั้นไป ใครที่มีสิทธิ์โดยชอบก็น่าจะเป็นลูกของเค้าแหละครับ ควรจะเป็นตรงนั้นไป”

น้องเอ้กได้มาไหม?
“น้องเอ้กอยู่นิวซีแลนด์ น้องทำงานแล้ว ตอนนี้น้องอายุ 26 ปีแล้ว ซึ่งน้องก็ได้ไปทำบุญตั้งแต่วันที่คุณย่าเสียที่นิวซีแลนด์แล้ว น้องเอ้กเขาก็เป็นห่วงทุกอย่างแหละ อยากมา แต่ถ้ามาปั๊บทางนี้ก็ต้องกักตัว ทางโน้นก็จะต้องกักตัวก็จะทำให้น้องเอ้กทำงานไม่ได้

ตอนแรกก็กะจะเก็บกระดูกคุณป้าไว้รอน้องเอ้กมาลอยด้วย แต่ว่าไม่มีใครกล้าเก็บสักคน เลยคุยกับน้องเอ้กว่าเดี๋ยวกระดูกส่วนหนึ่งจะเอาไปไว้กับญาติๆ คุณป้าที่วัดหนึ่ง เอ้กก็มาบำเพ็ญกุศลที่วัดนั้นก็ได้ เอ้กกับผมจะไลน์คุยกันตลอด เค้าจะถามตลอดว่าคุณย่าเป็นไง เขาเป็นเด็กที่เป็นห่วงทุกคน”

แล้ว น้องเอ้ก ได้ฝากอะไรถึงคุณย่าไหม?
“เค้าก็พูดแบบเด็กฝรั่งนะครับ แต่มีอย่างหนึ่งที่เค้าพูดขึ้นมาแล้วผมชอบมากก็คือ เค้าไม่มีโอกาสได้ดูแลใคร แม้แต่พ่อ หรือว่าปู่ย่า ซึ่งน้อยนักที่ฝรั่งจะพูดแบบนี้ เพราะว่าเอ้กเค้าโตเมืองนอก เค้าไม่ค่อยมีความเป็นไทย

แต่ในขณะเดียวกันที่เค้ารู้ว่าพ่อเค้าเป็นใคร คนไทยเป็นยังไง เค้าก็พยายามเข้าวัด ไหว้ยังไงสวยน่ารัก ผมเจอตอนเกิด แล้วก็มาเจอตอน 18 แล้ว คือ 18 ปีที่ไม่ได้เจอเจ้าเอ้กเลย แต่เค้ามีความเป็นไทยค่อนข้างดีมากครับ ถึงแม้จะเติบโตที่นิวซีแลนด์”

เมื่อวานเห็นว่าอยู่รอรับศพจนมืดเลย?
“เรื่องของเรื่องคือเมื่อวานรับร่างคุณป้าออกจากเชียงใหม่มาตอน 08.30 น. เราไปถวายเทียนพรรษาที่วัดแล้วก็มานั่งรอเพราะกลัวมารับไม่ทัน มาถึงตั้งแต่ 17.30 น. เพราะเขาบอกว่ารถติด เราก็แวะนู่นแวะนี่ไป 
มาถึงวัดปรากฏรถยางแตกที่สิงห์บุรี แตกสองล้อเลย สงสัยคุณป้าไม่อยากมากรุงเทพฯ คิดเล่นๆ นะ(ยิ้ม) ปรากฏว่าหายางเปลี่ยนไม่ได้ แต่ก็ต้องขอบคุณพี่ไทด์ เอกพันธ์ พี่โบ๊ท วิบูลย์นันท์ ที่ดูแลเป็นอย่างดีเรื่องนี้ ขอบคุณมูลนิธิร่วมกตัญญูด้วยที่ส่งรถไปรับคุณแม่มา”
มาถึงนี่กี่โมง?
“มาถึงนี่ประมาณ 22.10 น. เราก็นำร่างคุณป้าเข้าไปในศาลาครับ มีน้องเขยกับหลานมารับอยู่ แต่ผมเป็นคนบอกให้ทุกท่านกลับไปก่อนเอง ไม่อยากให้รอ เพราะผมคิดแล้วว่า 3-4 ทุ่มแน่ๆ เพราะเมื่อวานรถกลับจากต่างจังหวัดเยอะ แล้วน้องสาวป้าเค้าก็เพิ่งล้มเหมือนกัน น้องสาวแท้ๆ อายุ 84 เหมือนกัน นี่ก็นั่งรถเข็นมา”
หลายคนก็ชื่นชมในความเป็นเพื่อนแท้ของ โอ วรุฒ จนถึงวันนี้ก็มาส่งคุณแม่ด้วย?
“ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับ ความดีความชอบมันอยู่ที่โอแล้วกัน สิ่งที่โอทำมาในชีวิตมันก็ส่งเสริมโอ โอมีทั้งคนรัก แต่ไม่ค่อยมีคนเกลียด มีแต่คนหมั่นไส้(ยิ้ม) หรือจะบอกว่าโอขี้เมาก็มีแค่นี้แหละ

เพราะโอไม่เคยทำร้ายใคร ไม่ค่อยได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน และเค้าก็ดูแลคุณพ่อคุณแม่จนวาระสุดท้าย เพราะเงินที่เพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลายให้มาไว้ สามารถใช้เลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่มาได้ตลอดและเหลือด้วย”

แล้วจะช่วยจัดการตรงนี้ยังไงต่อ?
“ดูตามความเหมาะสมครับ แต่ผมไม่เกี่ยวนะครับ แต่ผมก็ต้องดูแหละครับว่าใครเป็นคนดูแลเค้ามากที่สุด อันนี้ในส่วนของเงินนะครับ แต่ในส่วนของบ้านก็คงให้เอ้ก เพราะถามเอ้กแล้วเค้าไม่ขอรับเงิน คงมาดูกันว่าใครควรจะได้บ้าง ตั้งแต่คนดูแลแหละครับก็ควรจะได้ไป และคนใกล้ชิดโอ ที่เคยดูแลโอมาตลอด มันก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรมากมาย แต่ผมคิดว่าโอน่าจะพอใจกับสิ่งที่ผมจัดสรรให้ครับ”

บอกกับแม่ปุ๊ไว้ยังไงบ้าง?
“คุยกันตั้งแต่ตอนที่แกพยักหน้าตอนที่บอกนั่นแหละ เรื่องของเรื่องป้าปุ๊เค้าก็บ่น บอกให้ผมมาทำพินัยกรรม ผมก็เตรียมทนายความ จองตั๋วเครื่องบินเรียบร้อย โควิดมาก็เลยไม่ได้ไป เหมือนแกรู้ตัว เพราะแกบอกให้รีบมาทำพินัยกรรม แล้วแกมาล้มอีก

ครั้งล่าสุดไปแกก็ยังใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งทางกฎหมายก็ทำพินัยกรรมไม่ได้อีก เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ ต้องพูดได้หรือว่าถอดเครื่องช่วยหายใจ ต้องไม่มีอุปกรณ์การแพทย์อยู่ในตัว ถึงจะทำได้แบบ 100% เลยยังไม่ได้ทำกัน

พอถอดเครื่องช่วยหายใจก็นึกว่าดีขึ้นแล้ว เดี๋ยวรอพูดได้นิดหน่อยก็จะไปหาท่าน แต่ก็เลยไม่ได้ทำกัน ไม่เป็นไรครับ เป็นไปตามฟ้าลิขิต อะไรจะเกิดก็เกิด แต่เราก็ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”

จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะทำให้โอไหม?
“จะมีอะไรตามมาก็ยังไม่รู้อีกนะ แต่คิดว่าตรงนี้ก็น่าจะจบแล้ว เพราะก็ไม่ได้มีญาติที่สนิทๆ กับผมอีกแล้ว ที่มีก็คือพี่ชายโอก็คือพี่อ๊อด แต่ตอนนั้นโอยังมีกำลัง โอเขาก็ทำของเขาเอง แล้วก็ตามมาด้วยโอ แล้วก็คุณพ่อ แล้วก็เป็นคุณแม่ ครบสี่คนแล้ว ครบขาครับ(ยิ้ม)”.

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด