ตอบโดย พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ธรรมะสวัสดีคุณผู้ชมค่ะ ในยุคซีรีส์เกาหลีครองเมืองแบบนี้ อ้อมเชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยผ่านตามาแล้วสักคนละเรื่องสองเรื่อง ในขณะที่บางคนน่าจะเกือบร้อยเรื่องได้แล้วนะคะ ฉะนั้นคำถามของวันนี้ค่อนข้างจะเข้ายุคเข้าสมัยมาก เพราะคุณผู้ชมมีข้อสงสัยว่า ดูซีรีส์แล้วอินเกินไป จะทำอย่างไรดี? วันนี้พระอาจารย์ท่านเมตตาตอบไว้แบบนี้ค่ะ

ชีวิตของทุกคนนั้นก็คือซีรีส์ของความจริง เป็นละครแห่งชีวิตที่เราเห็นอยู่ทุกวัน ถ้าเราตื่นขึ้นมาและออกจากบ้านหรือแค่ตื่นขึ้นมาจากเตียงแล้วมองดูรอบ ๆ เราก็จะเห็นว่ามีละครเล่นกันอยู่เต็มไปหมด คนฉลาดจะดูละครเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาตนเอง

คนโง่จะใช้ละครนั้นเอามาบำรุงบำเรออารมณ์ของตน นี่คือความแตกต่าง ในชีวิตจริงสิ่งที่เรียกว่าอายตนะทั้งห้าเราก็ดู เห็น ได้ยินอยู่ตลอดเวลา เราจะตั้งใจดูหรือไม่ตั้งใจดูก็ตามก็ต้องมีสิ่งที่เข้ามาในชีวิตประจำวัน ในแต่ละวัน แต่ละนาทีมันยากพออยู่แล้วที่เราจะจัดการกับสิ่งเหล่านั้น เช่น เวลาเราอยู่ที่ทำงานหรืออยู่กับเพื่อนฝูง เห็นเพื่อนแยกวงคุยกัน เราก็อยากจะหูยาว อยากจะรู้ว่าเขากำลังพูดเรื่องของเราหรือเปล่า เราก็เห็นละครตรงนี้ แล้วนำเรื่องเหล่านั้นมารบกวนใจเอามาทำให้ตัวเองทุกข์

ทุกคนอยากหาความสุขใช่ไหม แต่ความเป็นจริง ต่างวิ่งเข้าหาความทุกข์ ถ้าอยากหาความสุข เพียงแค่ปิดหู ปิดตา เท่านั้นก็จบแล้ว แต่ไม่ เรากลับไปหาว่าเขานินทาเราว่าอย่างไร แล้วก็มาทุกข์ตาม นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ที่เรียกว่าโง่เขลา ธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังติดอยู่ในกิเลส จริงอยู่ ชีวิตของฆราวาสอยู่ด้วยกิเลส คำว่า “คฤหัสถ์” หรือ “ฆราวาส” เรียกอย่างง่ายว่า “ผู้อยู่ด้วยกิเลส” ถ้าเราเข้าใจว่ากิเลสนั้น มันเบียดเบียนความเป็นตัวตนของเรา เราก็จะต้องฉลาดพอที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านั้น พยายามเรียนรู้จากสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยิน สิ่งที่เราได้กลิ่น เอามาสอนตัวเอง เอามาขัดเกลาอารมณ์ของตัวเองเพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปอยู่กับอนาคต หรือไปอยู่กับอดีต เวลาเราดูซีรีส์ สมมติว่าเราดูแล้วก็ติดภาพเหล่านั้นแสดงว่าเราติดในอดีต อดีตมันทำอะไรไม่ได้

อดีตมันผ่านไปแล้วหรือถ้าเราดูซีรีส์แล้วจินตนาการว่าตัวเองเป็นตัวละครในเรื่องนั้น พยายามนึกว่าถ้าเป็นตัวเองจะเป็นอย่างไร

พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะเป็นไปอย่างในซีรีส์ไหม นั่นคือการอยู่ในห้วงของอนาคต ซึ่งอนาคตเราไม่สามารถบังคับอะไรได้เลยพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ไม่ใช่เอาอดีตและอนาคตมาเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต ต้องใช้ปัจจุบันเป็นเครื่องกำหนดชะตาชีวิตปัจจุบันตอนนี้เรากำลังทำอะไร จงมีสติอยู่กับปัจจุบัน

ละครนั้นเราดูเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่เอาตามอย่าง ละครนั้นเราดูเพื่อประเทืองปัญญา เพื่อกะเทาะกิเลสเรา ไม่ใช่มาพอกพูนกิเลสเรา เราต้องดูให้ฉลาด ต้องดูให้เป็น เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตนี้ก็คือละครเฉกเช่นเดียวกัน

ถ้าคุณรู้สึกว่ากำลังต้องเผชิญความยากลำบาก ระบายความหนัก ความเหนื่อย หรือความเครียดของคุณมาให้อ้อมและทีมงานธรรมไลฟ์ทาง fb และ line ได้นะคะที่ www.bia.or.th/dhamlife หรือ Line: @Suanmokkh_Bangkok ติดตามข้อธรรมดีๆ ได้ที่เพจ fb : หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ

 

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด