การถูกบูลลี่ (bully) หรือถูกกลั่นแกล้งภายในโรงเรียน นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ยังคงแทรกซึมและแฝงตัวอยู่รอบตัวเด็ก และหลายครั้ง การกลั่นแกล้งรังแกไม่ได้เกิดขึ้นแค่ระหว่างเด็กกับเด็ก แต่เกิดขึ้นจากน้ำมือของผู้ใหญ่อย่างคุณครูของเด็กๆ ที่อาจจะมาในรูปแบบการหยอกล้อ ชี้ชวนให้มองเห็นความแตกต่าง หรือแม้แต่การลงโทษเพื่อให้เด็กรู้สึกอับอาย

ซึ่งการลงโทษที่ทำกับร่างกาย นอกจากจะส่งผลต่อจิตใจเด็ก ยังถือว่าเป็นการกระทำไม่เคารพในสิทธิและร่างกายของเด็กอีกด้วย

ถึงแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษเด็กปี พ.ศ. 2548 ระบุว่าการลงโทษจะต้องทำได้แค่ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ ทำกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่จะต้องไม่ทำร้ายร่างกาย หรือล่วงล้ำในร่างกายของเด็ก แต่เรากลับพบว่ามียังคุณครูบางคนที่เลือกจะลงโทษเด็กด้วยวิธีที่ทำให้เจ็บช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ตัดผมเด็กให้แหว่งเสียทรง เพื่อให้เด็กรู้สึกอับอายและไม่ไว้ผมทรงผิดระเบียบ หรือแม้แต่การว่ากล่าวประจานให้เสื่อมเสียต่อหน้าเพื่อนนักเรียนด้วยกัน

มาถึงตรงนี้ เราอาจจะบอกไม่ได้ว่าเมื่อไรการบูลลี่ หรือลงโทษที่รุนแรงและละเมิดสิทธิทางร่างกายเด็กจะหมดไปจากระบบการศึกษาของประเทศไทย แต่คำถามต่อมาก็คือ หากลูกต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น คุณพ่อคุณแม่จะรับมือและเยียวยาจิตใจลูกได้อย่างไร

1. ทำให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่จะอยู่เคียงข้างเสมอ

เด็กที่ถูกทำโทษต่อหน้าคนอื่นมักจะรู้สึกเสียใจ หวาดกลัว และอับอายจนไม่อยากเผชิญหน้าคนอื่น สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่จะต้องทำให้ลูกรู้ว่าครอบครัวเป็นคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างและปกป้องลูกอยู่เสมอ

คุณพ่อคุณแม่อาจโอบกอด แล้วปล่อยให้ลูกได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ต้องรีบแสดงความคิดเห็น หรือแสดงอารมณ์แทรกแซงการเล่าของลูก เมื่อลูกเล่าจบ ลองถามว่าลูกคิดว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร หรือลูกอยากให้พ่อกับแม่ช่วยอย่างไรบ้าง เพื่อให้ลูกรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ

2. คุยหรือปรึกษากับลูกเป็นอันดับแรก

เมื่อลูกถูกคุณครูที่โรงเรียนกลั่นแกล้งหรือลงโทษเกินกว่าเหตุ คุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่พอใจและอยากจะยื่นมือเข้าช่วย ด้วยการหาทางเข้าไปพบกับคุณครูที่โรงเรียนให้เร็วที่สุด

แต่คงไม่ดีแน่ หากจู่ๆ คุณพ่อคุณแม่จะเข้าไปพบหรือต่อว่าคุณครูที่โรงเรียน เพราะอาจจะทำให้ลูกรู้สึกอับอาย และเข้ากับทั้งเพื่อนและคุณครูไม่ได้ มากขึ้นไปอีก

วิธีที่ดีที่สุดคือปรึกษาลูกก่อนว่าอยากจะให้คุณพ่อคุณแม่เข้าไปช่วยคุยกับคุณครูให้หรือไม่ เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าลูกสามารถรับมือและแก้ไขด้วยตัวเองได้ หรือถ้าลูกต้องการความช่วยเหลือจากคุณพ่อคุณแม่ เขาก็จะได้มีเวลาเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ตามมาได้

3. พูดคุยกับคุณครู

หากคุณพ่อคุณแม่พบว่ามีความจำเป็นต้องเข้าไปพูดคุยกับคุณครู เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาให้ลูกก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ เช่น เล่าให้คุณครูประจำชั้นฟังว่าลูกเริ่มมีพฤติกรรมกลัวการมาโรงเรียน หรือลูกมักพูดถึงการถูกคุณครูตีอยู่เป็นประจำ และนี่เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่กังวลใจและอยากให้คุณครูช่วยกันหาสาเหตุและวิธีการแก้ไขไปด้วยกัน

4. เสริมสร้าง Self-esteem ให้แก่ลูก

เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งหรือลงโทษให้อับอาย อาจตกอยู่ในสภาวะสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง จมอยู่กับความอับอาย และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรสร้างและกู้คืน Self-esteem ของลูกกลับมา ด้วยการทำให้ลูกได้มองเห็นคุณค่าและข้อดีของตัวเอง และทำให้ลูกเข้าใจว่าสังคมในโรงเรียนไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตลูก ลูกยังมีครอบครัวที่มีคุณพ่อคุณแม่ และมีกิจกรรมอย่างอื่นที่ลูกทำได้ดีเพื่อเรียกความมั่นใจของลูกให้กลับคืนมา

5. บันทึกเหตุการณ์และเก็บข้อมูลไว้ทั้งหมด

อีกช่องทางที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำเบื้องต้น เมื่อรู้ว่าลูกถูกกระทำจากบุคลากรในโรงเรียน ด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม ก็คือการถามเรื่องราวจากลูกเพื่อจดบันทึกวันเวลาและสถานที่ของเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งถามหาคนเห็นเหตุการณ์ที่อยู่กับลูกในเวลานั้น เพื่อเก็บข้อมูลไว้ใช้ยามฉุกเฉินค่ะ

6. อย่าปล่อยให้ลูกถูกรังแกต่อไปเรื่อยๆ

การถูกกลั่นแกล้งไม่ว่าจากใครก็ไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ เพราะฉะนั้นหากคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าลูกไปโรงเรียนและต้องตกอยู่ในสถานการณ์ถูกรังแกหรือลงโทษ ทำร้าย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ก็ไม่ควรปล่อยผ่านหรือมองว่าเป็นเรื่องที่เล็กน้อยอย่างเด็ดขาด เพราะผลกระทบที่มีต่อจิตใจลูกอาจจะยาวนานมากกว่าที่คิด

ดังนั้น หากไม่ได้รับการแก้ไขที่ดีพอจากคุณครูและโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเตรียมวิธีแก้ปัญหาให้เด็ดขาด เช่น การย้ายโรงเรียน เพื่อเปลี่ยนสังคมและสภาพแวดล้อมให้ลูกก็เป็นได้

อ้างอิง

greatschools

verywellfamily

parents

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด