“มะเร็งตับ” มีวิธีตรวจ-รักษาหลายอย่าง…พบไวโอกาสหายสูง

รพ.รามคำแหง แนะกลุ่มเสี่ยงตรวจอัลตร้าซาวด์ทุก 6 เดือนเพื่อป้องกัน!!!

พญ.คิ ฤกษ์ชูชิต อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา รพ.รามคำแหง กล่าวว่า สาเหตุของ “มะเร็งตับ” เกิดขึ้นในเนื้อตับหลังจากที่ถูกทำลายจนมีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งที่พบบ่อยอย่างแรกคือ “การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี” หรือ “ซี” จึงเป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งตับมากกว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อแม้จะไม่มีภาวะตับแข็งก็ตาม

สาเหตุต่อมาคือ… “การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากมานานจนทำให้เกิดภาวะตับแข็ง”… แล้วตามมาด้วยการมีภาวะตับแข็งจากการเกิดการอักเสบของตับมาเป็นเวลานาน เช่น มีภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตับ หรือมีภาวะไขมัน

พอกตับที่ไม่ได้เกิดจากดื่มแอลกอฮอล์ดังจะเห็นได้จากกรณีผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเป็นตัน… ส่วนอีกสาเหตุคือบริโภคสารพิษ เช่น “อะฟล่าทอกซิน” ซึ่งพบในเชื้อราที่อยู่บนถั่วเช่นถั่วลิสง ธัญพืชหรือข้าวโพด

เป็นแล้วมีอาการอย่างไร…ตรวจด้วยวิธีใด?

อาการที่เกิดจากโรคมะเร็งตับอาจมีหลายอย่างตั้งแต่อาการรู้สึกปวดจุกแน่นไม่สบายท้อง โดยเฉพาะบริเวณด้านบนขวาของท้อง รู้สึกท้องโตขึ้นเหมือนมีน้ำในช่องท้อง ในบางรายอาจมีอาการตัวตาเหลืองหรือที่เรียกว่าดีซ่านร่วมด้วยหากมีอาการของโรคตับร่วมด้วยอาจมีอาการเลือดออกแล้วหยุดยากหรือมีอาการช้ำได้ง่ายเพราะมีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด หรืออาจมีอาการน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน รู้สึกอยากอาหารลดลง คลื่นไส้อาเจียน หรืออ่อนเพลียมากขึ้นทั้งนี้ในแง่ของการตรวจหามะเร็งตับนั้นสามารถตรวจได้โดยใช้หลายวิธีการร่วมกันในการวินิจฉัย โดยอาจตรวจร่างกายผู้ป่วยแล้วพบว่า… มีภาวะตัว-ตาเหลือง ตับโต หรือมีน้ำในช่องท้อง… หรือจากการตรวจเลือดแล้วพบว่าค่าการทำงานของตับผิดปกติ หรือมีค่าเหลืองเพิ่มสูงขึ้น…มีสารบ่งชี้มะเร็งตับสูงผิดปกติ…นอกจากนี้ยังสามารถตรวจด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่นการทำอัลตร้าซาวด์ช่องท้องและพบก้อนในตับ… การตรวจด้วยเครื่องสแกนคอมพิวเตอร์ หรือการตรวจสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า…อีกวิธีคือ…เจาะชิ้นเนื้อในตับมาตรวจ

“รักษาอย่างไร…หายได้หรือไม่”…? ทางเลือกในการรักษามะเร็งตับ ด้วยการอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตัวก้อนมะเร็ง (TACE Test)

การรักษาโรคมะเร็งตับมี 2 อย่างคือ รักษาให้หายขาดไปเลยกับประคับประคองการจะรักษาให้หายขาดไปเลยคือถ้ามีก้อนเดียวในตับข้างใดข้างหนึ่งก็ตัดตับข้างนั้นทิ้งหรือทำการเปลี่ยนถ่ายตับถ้ามีตับที่สามารถนำมาเปลี่ยนได้แต่ปัญหาของบ้านเราคือเป็นพาหะของตับอักเสบ บี เยอะมาก ฉะนั้นโอกาสจะเปลี่ยนตับแล้วก็อาจเป็นอีกก็ได้ ฉะนั้นวิธีการก็คือประคับประคองหรือรักษาไม่ให้โตเกินจนควบคุมไม่ได้ ดังนั้น ถ้าคุณรู้เร็วก็รักษาได้หรือถ้ามีก้อนขนาดใหญ่ก็สามารถใช้วิธีทำให้เล็กลงเพื่อให้สามารถผ่าตัดรักษาได้

นพ.อนุชิต รวมธารทอง รังสีแพทย์ รพ.รามคำแหง อธิบายว่า สำหรับวิธีรักษาแบบอื่นนั้น กรณีที่เป็นผู้ป่วยสูงอายุ หรือผ่าตัดไม่ได้ก็ยังมีอีกวิธีคือแทงเข็มเข้าที่ก้อนมะเร็งในตับแล้วป้อนความร้อนไปที่เข็มด้วยอุณหภูมิ 50 องศาขึ้นไป เพียงแต่มีข้อจำกัดในเรื่องขนาดของก้อนต้องไม่ใหญ่มากเกิน 2-3 ซม. รวมแล้วไม่เกิน 3-4 ก้อนในบริเวณใกล้ๆ กันหรือจะใช้วิธีที่เรียกว่า“การอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตัวก้อนมะเร็งตับ” แล้วให้ยา “คีโม” เฉพาะที่ในปริมาณต่ำ โดยเรียกวิธีนี้ว่า TACE Test ซึ่งให้ประสิทธิภาพค่อนข้างสูงโดยยังมีวิธีรักษามะเร็งตับซึ่งคุณหมอต้องคำนึงถึงระยะของโรคและสภาวะตับของผู้ป่วยเป็นกรณีไป 

“ไวรัสตับอักเสบ บี” ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน!!!

โรคนี้เกิดจากภาวะตับไม่สมบูรณ์ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารหรือยาที่มีผลต่อตับ เช่น“พาราเซตตามอล” หรือการกินอาหารที่มีไขมันสูงจะทำให้ตับต้องใช้พลังงานสูงในการย่อยสลายขณะที่ตับเปรียบเสมือนโรงกำจัดขยะ หากต้องทำงานหนักก็จะแย่ลงเรื่อยๆ และถ้าเรารู้ว่าเราเป็นพาหะของโรค “ไวรัสตับอักเสบบี” ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงก็ควรที่ต้องเข้ารับการตรวจร่างกายทุก 6 เดือน ไม่ว่าจะทำอัลตร้าซาวด์ หรือเจาะเลือดหามะเร็งตับก็รีบตรวจไว้ก่อน เพราะหากตรวจพบขณะที่ยังมีขนาดเล็กก็จะรักษาง่ายส่วนใครที่อยู่ในกลุ่มผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไปไม่ว่าหญิงหรือชาย ก็แนะนำให้ไปเจาะเลือดดูว่าเป็นตับอักเสบหรือไม่มีภูมิคุ้มกันหรือไม่ ถ้าตรวจแล้วพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไวรัสตับอักเสบบี” ก็สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีน 3 เข็มเพื่อป้องกันไว้ก่อนได้เลย แต่สำหรับใครที่ไปตรวจแล้วพบว่า “เป็นพาหะโรคไวรัสตับอักเสบ บี” ก็ต้องพาคู่สมรสไปฉีดวัคซีนด้วย เพราะเชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อกันได้แบบโรคเอดส์ ซึ่งจะส่งผลให้คนที่เป็นคู่สมรสมีความเสี่ยง

สายด่วนสุขภาพโทร 0 2743 9999 ต่อ 2999 

แอดไลน์ รพ.รามคำแหง ID Line : @ramhospital หรือ คลิก https://lin.ee/dED0pj2