ถอดบทเรียน “Pop Mart” ธุรกิจขายของเล่น มูลค่าพันล้านบาท

แม้อาณาจักรร้านขายของเล่นอย่าง Toy R Us จะประกาศล้มละลายไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ใช่ว่าธุรกิจร้านขายของเล่นจะล้มหายตายจากไปหมด ไม่ใช่เพียงแค่อยู่รอด แต่สำหรับ "Pop Mart" ร้านขายของเล่นสัญชาติจีนรายนี้ กำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ปัจจุบันมีสาขาประมาณ 150 แห่ง ส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศจีน และเริ่มขยายสาขาไปยังต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส รวมถึงการขายสินค้าออนไลน์ผ่านทาง Aliexpress การขายผ่านตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติกว่า 900 ตู้

Wang Ning ชายหนุ่มชาวจีน วัย 33 ปี คือผู้ที่ก่อตั้ง ร้านขายของเล่นสัญชาติจีนนี้ขึ้นมา ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นเศรษฐีพันล้าน (ดอลลาร์) ในปัจจุบัน แม้จะก่อตั้งมาถึง 10 ปี แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเดิมที Wang Ning ได้ไอเดียธุรกิจนี้จากร้าน Log-on ในฮ่องกง ซึ่งเป็นร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด เรียกได้ว่า สากเบือยันเรือรบ ซึ่งในระยะเริ่มต้นของธุริกิจขายของเล่นแห่งนี้ก็เป็นเช่นนั้น แต่ด้วยปัญหาในการจัดการสินค้าซึ่งมีจำนวนหลากหลายชนิด และยากต่อการให้บริการ ทำให้ Wang Ning เริ่มโฟกัสมากขึ้น จน Pop Mart กลายเป็นร้านขายของเล่นไปในที่สุด เพราะในขณะนั้น "ของเล่น" คือสินค้าที่ขายดีที่สุด เพียงแต่ของเล่นของเขาไม่ใช่เพียงแค่การซื้อมา แล้วก็ขายไป แต่ผลิตของเล่นในแบบของตัวเอง โดยใช้กลยุทธ์ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ามีความต้องการสินค้ามากยิ่งขึ้น

โดยทางบริษัทได้ร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ เพื่อผลิตของเล่นซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นคอลเลกชันสำหรับสะสม ขณะเดียวกัน Wang Ning ยังได้นำไอเดียธุรกิจของ "กาชาปอง" ตู้ของเล่นหยอดเหรียญของญี่ปุ่นมาใช้ จนเกิดเป็น Mystery Box พูดง่าย ๆ ก็คือ ของเล่นที่ขายบางส่วน ผู้ซื้อจะไม่สามารถรู้ได้ว่าข้างในกล่องของเล่นจะเป็นของเล่นชิ้นไหน จนกว่าจะเปิดกล่องออกมาดู Wang Ning บอกไว้ว่า การขายสินค้าในลักษณะ Mystery Box นี้ กำลังเป็นกระแสของคนรุ่นใหม่ในการเลือกซื้อของเล่น ซึ่งเป็นเหมือนของสะสม

ในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้ถึง 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 7.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2018 และยังมีกำไรสุทธิถึง 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1.89 พันล้านบาท

ล่าสุดก็สามารถที่จะระดมทุนเพิ่มเติม เพื่อขยายธุรกิจได้อีก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3 พันล้านบาท ทำให้มูลค่าของบริษัทพุ่งขึ้นไปถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 7.5 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทมีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงในอนาคต หนึ่งในผู้ใส่เงินลงทุนมองว่า บริษัทนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านขายของเล่น แต่ยังมีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวไปเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้าน Pop Culture

ในบางครั้ง การสร้างธุรกิจให้เติบโตอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งใหม่เสมอไป อย่าง “Pop Mart” ไม่ได้เป็นร้านขายของเล่นเจ้าแรก Mystery Box เองก็ไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ หรือแม้แต่การผลิตคอลเลกชันสินค้าร่วมกับศิลปิน แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้โดดเด่นก็คือ การผสมผสานไอเดียต่าง ๆ จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด