% Arabica ไอคอนสยาม (4)

แฟน ๆ ร้านกาแฟ % Arabica (อราบิก้า) ตื่นเต้นกันตั้งแต่ได้ยินข่าวเมื่อปีที่แล้วว่าแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นแบรนด์นี้จะมาเปิดสาขาแรกในประเทศไทย ในที่สุดหลังจากคลายล็อกดาวน์ % Arabica สาขาแรกในไทย (เป็นสาขาที่ 58 ทั่วโลก) ก็เปิดบริการให้คนที่รอคอยได้เข้าไปสัมผัสกับความอร่อยและดีไซน์อันโดดเด่นของร้านแล้ว

“ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ก็ไม่พลาดเทรนด์ความนิยมนี้ เราได้ไปเยือน % Arabica ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นบนชั้น 1 ของไอคอนสยาม ณ ทำเลที่ตั้งที่เอื้อให้ร้านดีไซน์แบบเปิดโล่งเห็นมุมมอง 360 องศา ซึ่งเกณฑ์ที่ผู้บริหารจะตัดสินใจว่าร้านสาขาไหนจะเปิดโล่งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมของสาขานั้น พูดง่าย ๆ ว่า สิ่งที่อยู่รอบข้างต้องสวยงามน่ามอง หากเปิดโล่งแล้วลูกค้าต้องมองเห็นสิ่งที่ไม่สวยงามก็จะไม่เปิด

จุดเด่นของแบรนด์ % Arabica คือ การดูแลใส่ใจรายละเอียด การเลือกสรรเมล็ดกาแฟที่ดี และให้ความสำคัญกับ local culture ซึ่งเห็นได้ง่าย ๆ จากการหาโลเกชั่นที่สวยงามในท้องถิ่นนั้น ๆ อย่างสาขาแรกในเมืองไทยก็มีโจทย์ว่าจะเลือกโลเกชั่นที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่ง iconic ของประเทศไทย แล้วเคนเน็ธ โชจิ (Kenneth Shoji) ผู้ก่อตั้ง % Arabica ก็ได้เลือกไอคอนสยามซึ่งมีสถาปัตยกรรมและงานออกแบบที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมความเป็นไทย

แม้ว่า ณ ตอนนี้ในเมืองไทยมี % Arabica เพียงร้านแรกร้านเดียว แต่ร้านนี้ก็ถูกวางให้เป็น flagship store ของแบรนด์ในเมืองไทยไปแล้ว ในอนาคตที่จะเปิดร้านเพิ่ม ร้านนี้ก็จะยังคงเป็นร้านที่สำคัญที่สุดและเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ % Arabica ในเมืองไทย

ร้าน % Arabica แห่งแรกในไทยนี้ มีพื้นที่ขนาด 250 ตารางเมตร ห้องคั่วกาแฟและพื้นที่โอเปอเรตของร้านอยู่ตรงกลาง มีเคาน์เตอร์บาร์อยู่โดยรอบ 3 ด้านของร้าน ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ไม่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ร้านสามารถรับลูกค้าได้พร้อมกัน 75-80 คน แต่ในช่วงนี้ก็ลดลงครึ่งหนึ่ง

ร้านได้รับการออกแบบในสไตล์มินิมอลภายใต้คอนเซ็ปต์ Japanese Beauty สร้างสรรค์โดยบริษัทออกแบบชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแสดงออกผ่านส่วนประกอบในร้านที่เป็นสีขาวเกือบทั้งหมด ทั้งเคาน์เตอร์บาร์ เก้าอี้ ม้านั่งยาว ไปจนถึงเครื่องชงกาแฟแบรนด์ Slayer ที่สั่งทำเป็นพิเศษสำหรับ % Arabica โดยตรง ส่วนเพดานเป็นกระจกซึ่งสะท้อนสีขาวจากส่วนต่าง ๆ ของร้านอีกเช่นกัน จะมีก็แต่กระสอบเมล็ดกาแฟ (จำลอง) ที่วางตกแต่งเป็นกิมมิกอยู่บนผนังส่วนบนที่ยื่นลงมาจากเพดานเท่านั้นที่เป็นสีน้ำตาล

ส่วนคอนเซ็ปต์หลักของแบรนด์ที่ว่า “See the World through Coffee” นั้นก็แสดงออกผ่านกระสอบเมล็ดกาแฟที่ถูกจัดแสดงอย่างโดดเด่น และด้วยคอนเซ็ปต์นี้เอง ทำให้ร้าน % Arabica ทุกสาขามีงานประติมากรรมรูปแผนที่โลกสีทองประดับอยู่ในจุดที่สำคัญของร้าน

เมนูกาแฟของร้านก็สุดแสนจะเรียบง่าย มีเพียง Espresso, Espresso Macchiato, Caffe Latte และ Spanish Latte (ลาเต้เติมนมข้นหวาน) ซึ่งลูกค้าเลือกง่าย ๆ เพียงว่าจะดื่มเมนูไหน ต้องการเมล็ดกาแฟแบบ single origin หรือ % Arabica blend ซึ่งสำหรับเมล็ดกาแฟแบบ single origin นั้นจะเป็นเมล็ดกาแฟตัวไหนจากแหล่งไหนก็แล้วแต่ร้านจะเลือกมาในฤดูกาลนั้น ๆ ส่วน % Arabica blend นั้น เป็นสูตรการเบลนด์ของร้าน นอกจากนั้น ยังมีกาแฟดริปที่กำลังจะเปิดขายเร็ว ๆ นี้ด้วย (ตอนที่เราไปยังไม่ได้ขาย)

ส่วนเครื่องดื่มที่ไม่ใช่กาแฟมีเพียง 2 เมนูคือ Matcha Latte แบบร้อนกับเย็น และ Lemonade ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบคือ Lemonade Still และ Lemonade Sparkling

เมนูยอดนิยมของร้านสำหรับสาขาที่อยู่ในเขตร้อนก็คือ Caffe Latte (Iced) หรือลาเต้เย็นนั่นเอง ซึ่งรสชาติที่ได้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าลูกค้าเลือกกาแฟแบบไหนด้วย แต่พูดแบบคร่าว ๆ สำหรับคนที่ไม่ใช่เซียนกาแฟคือ ด้วยความเข้มข้นของกาแฟผสมนมคุณภาพดีให้รสชาติขมอมหวานละมุน ๆ ดื่มง่าย ไม่น่าแปลกใจที่หลาย ๆ คนชอบเมนูนี้ ส่วนอเมริกาโน่นั้นก็ได้ตามต้องการ ขึ้นอยู่กับเมล็ดกาแฟที่เลือก ใครชอบรสออกเปรี้ยวฟรุตตี้ก็เลือกแบบ single origin ไป แต่ถ้าชอบขมอมหวานออกคาราเมล เลือกแบบเบลนด์จะตอบโจทย์กว่า

นอกจากนั้น ร้านยังขายเมล็ดกาแฟด้วย ซึ่งเมล็ดกาแฟก็มีให้เลือกอย่างที่พูดถึงไปแล้ว คือมีแบบ single origin ซึ่งร้านจะเลือกเมล็ดกาแฟที่คิดว่าดีที่สุดในแต่ละฤดูกาล ณ ตอนนี้เป็น Ethiopia Yirgachaffe Adado และแบบเบลนด์ ซึ่งมีให้เลือกสองตัวคือ % Arabica Blend และ % Arabica Decaf

นอกจากได้ดื่มกาแฟรสชาติที่ชอบแล้ว การที่มีห้องคั่วกาแฟอยู่ตรงกลางร้านก็ทำให้เราได้สูดกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ ๆ ไปพร้อมกับการละเลียดกาแฟด้วย ซึ่งความอโรมานี้ก็มีส่วนช่วยเพิ่มความรู้สึก “อร่อย” สำหรับหลาย ๆ คน

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด