กิเลสนั้นเป็นวายร้ายที่มีความชาญฉลาด เราไม่อาจช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ภายใต้จิตใจอันเต็มไปด้วยกิเลส ด้วยเหตุนี้ปราชญ์ทั้งหลายจึงมุ่งเน้นภารกิจแรกไปที่การเพ่งสำรวจตน 

เมื่อสามารถมองเห็นความชั่วช้า ดีเลวของตนได้ตามความเป็นจริงแล้ว ก็ให้เฝ้าระวัง ประพฤติตนอยู่ในกรอบของความอ่อนน้อม ไม่ประมาทต่อความจองหองพองขนในใจที่อาจกำเริบ เดินไปอย่างรู้ตัวทั่วพร้อมว่าเรายังไม่ใช่ผู้ประเสริฐ เร่งรัดขัดเกลาตนผ่านการใช้ชีวิต 

ฝึกความเพียรพยายามผ่านการทำงาน ฝึกความเมตตาผ่านความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ฝึกละความโลภผ่านการให้ เสียสละ และการรู้จักพอ ฝึกละอัตตาตัวตน ผ่านการรับฟังคำตำหนิ ไม่ใส่ใจกับคำสรรเสริญ ฝึกขันติผ่านการสงบนิ่ง ไม่วู่วาม ไม่พูดมาก และไม่โต้เถียง

ไม่มีใครเก่งจริงตราบที่ยังร้องไห้ 

ไม่มีใครฉลาดจริงตราบที่ยังวุ่นวาย

ไม่มีใครรวยจริง ตราบที่ยังแสวงหา ไม่รู้จักพอ

ไม่มีใครสักคนที่ได้ชื่อว่าทรงปัญญา ตราบที่ยังไม่ทำลายความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง

เช่นนี้จึงเห็นได้ว่า เราเป็นเพียงคนธรรมดา ยังมีหน้าที่สำคัญที่ยังทำไม่ลุล่วง เรายังมีงานที่ต้องเร่งทำภายใต้เวลาอันจำกัดของชีวิต การช่วยผู้อื่น กับช่วยตนเองจึงต้องทำไปพร้อมกัน การระวังกิเลสผู้อื่น กับระวังกิเลสในใจตนก็ต้องทำไปพร้อมกันด้วย

เมื่อสำนึกได้อย่างนี้ การใช้ชีวิตของเรา จะเป็นทั้งการฝึกตน และสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นไปในตัว เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่ประมาทต่อกิเลสภายใน ช่วยแล้วไม่สำคัญตนผิดว่าตนดีกว่าเขา ช่วยแล้วไม่เพิ่มพูนอัตตาตัวตนว่าตนใหญ่โตกว่าเขา รู้มากกว่าเขา เป็นการช่วยแบบเพื่อนถึงเพื่อน พี่ถึงน้อง ใจถึงใจ ไม่ใช่การช่วยแบบนักบุญช่วยคนบาป นักปราชญ์ช่วยคนโง่

เพราะเราต่างเป็นผู้เท่าเทียมกัน ต่างเป็นคนธรรมดาสามัญที่ยังหัวเราะ ร้องไห้ และโศกเศร้า เราไม่อาจช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ภายใต้จิตใจอันเต็มไปด้วยกิเลส แต่การมุ่งมั่นขัดเกลากิเลสอย่างแท้จริงนั่นแหละคือหนทางการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์และทรงคุณค่ามากที่สุด

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด