ช่วยเก็บภาษีเพิ่มหน่อย..กลุ่มมหาเศรษฐีร้องรัฐ นำเงินไปฟื้นฟูเศรษฐกิจ

คนรวยกว่า 80 คนทั่วโลก ร้องรัฐมาเก็บภาษีเพิ่มจากบรรดามหาเศรษฐี นำเงินไปพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ 83 คนของโลก ที่เรียกตัวเองว่า "Millionaires for Humanity" เรียกร้องรัฐบาลให้เพิ่มการจัดเก็บภาษีคนรวยอย่างพวกเขาอีกจำนวนมากๆ ในทันที และเป็นการถาวร เพื่อนำเงินเหล่านี้ไปช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19

สมาชิกมหาเศรษฐีกลุ่มนี้ รวมถึงเจอร์รี กรีนฟิลด์ ผู้ร่วมก่อตั้งไอศกรีม Ben and Jerry, อาบิเกล ดิสนีย์ ทายาทตระกูลดิสนีย์ และซิดนีย์ โทพอล นักธุรกิจอเมริกันซึ่งมีส่วนช่วยในการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

บรรดามหาเศรษฐีได้เขียนจดหมาย มีข้อความส่วนหนึ่งว่า “ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก มหาเศรษฐีอย่างพวกเรามีหน้าที่สำคัญในการเยียวยาโลก แต่เราไม่ได้เป็นผู้ที่คอยรักษาคนป่วย เราไม่ได้ขับรถพยาบาล เราไม่ได้คอยเติมสต็อกสินค้า หรือไปส่งสินค้า แต่เรามีเงินจำนวนมาก เงินซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในขณะนี้ และจะเป็นยังที่ต้องการในอนาคตอันใกล้ ในช่วงที่โลกฟื้นตัวจากวิกฤติโรคระบาด”

บรรดามหาเศรษฐีเตือนว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 จะยืดเยื้อเรื้อรังไปเป็นสิบปี และอาจฉุดรั้งผู้คนหลายพันล้านคนให้ยากจน

ในบรรดามหาเศรษฐีที่ลงชื่อในจดหมายฉบับนี้ รวมถึงเซอร์สตีเฟน ทินดัลล์ ผู้ก่อตั้ง Warehouse Group และครองตำแหน่งผู้ร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของนิวซีแลนด์ ด้วยสินทรัพย์ 475 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 14,000 ล้านบาท, ริชาร์ด เคอร์ทิส นักเขียนบทและผู้กำกับชื่อดัง, จอห์น โอฟาร์เรลล์ เจ้าของกองทุนร่วมลงทุนชาวไอร์แลนด์ ซึ่งได้เงินหลายล้านดอลลาร์จากการลงทุนในบริษัทหลายแห่งย่านซิลิคอนวัลเลย์ของสหรัฐ

เนื้อหาในจดหมายยังระบุด้วยว่า “ปัญหาที่เกิดจากโควิด-19 และโควิด-19 สะท้อนให้เห็น ไม่สามารถแก้ไขด้วยการกุศลเพียงลำพัง ไม่ว่าจะบริจาคมากแค่ไหนก็ตาม ผู้นำภาครัฐต้องเข้ามารับผิดชอบด้วยการระดมเงินทุนและนำเงินไปใช้อย่างยุติธรรม เราเป็นหนี้มหาศาลต่อผู้คนทั่วโลกที่ทำงานแนวหน้าในสงครามครั้งนี้ คนทำงานที่จำเป็นๆ ส่วนใหญ่ได้ค่าตอบแทนน้อยไปสำหรับภาระที่พวกเขาต้องแบกรับ”

บรรดามหาเศรษฐีเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา ก่อนถึงการประชุมรัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่มจี 20 ที่จะมีขึ้นสุดสัปดาห์นี้ โดยกลุ่มมหาเศรษฐีเรียกร้องให้บรรดานักการเมืองแก้ไขความไม่เท่าเทียมในโลก และยอมรับว่าการขึ้นภาษีมหาเศรษฐีรวมถึงความโปร่งใสในการเก็บภาษีระหว่างประเทศ เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาระยะยาว

ทั้งนี้ แม้วิกฤติโควิด-19 กระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมากและทำให้ทั่วโลกต้องล็อกดาวน์ แต่ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีกลับเพิ่มขึ้น อย่างกรณีของเจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งแอมะซอน และมีฐานะมั่งคั่งที่สุดในโลก มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 75,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2 ล้านล้านบาทในปีนี้ เป็น 189,000 ล้านดอลลาร์ หรือว่า 5 ล้านล้านบาท ซึ่งมากเป็นประวัติการณ์

ขณะที่ทั่วโลกมีผู้ที่มีฐานะเข้าขั้นมหาเศรษฐี หรือมีสินทรัพย์มากกว่า 30 ล้านดอลลาร์ (900 ล้านบาท) มากกว่า 500,000คน

ที่ผ่านมา มีเสียงเรียกร้องให้บรรดาเศรษฐีมีส่วนช่วยมากขึ้นหลังจากเกิดโรคระบาด โดยมีผู้วิจารณ์เรื่องนี้หลังจากเบซอสบริจาคเงิน 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีสัดส่วนไม่ถึง 0.1% ของสินทรัพย์ที่มีอยู่

ขณะที่พรรคแรงงานของอังกฤษ เรียกร้องรัฐบาลให้พิจารณาเก็บภาษีจากมหาเศรษฐีเพื่อนำเงินมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด