จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์: ไปให้สุดทางในทุกสิ่งอย่างที่ทำ

หลายปีก่อน บางคนคงส่ายหน้าและอีกบางคนก็ชื่นชอบ Sur-real ภาพยนตร์พิลึกพิลั่นเรื่องหนึ่ง ในขณะที่มีหลายคนบอกว่า—เอาน่ะ มันเป็นหนังอาร์ต หนังอินดี้ หรืออะไรก็แล้วแต่จะนิยาม แต่ ‘ต้น’ - จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์ ในฐานะผู้กำกับฯ เขายักไหล่ไม่ว่าใครจะพูดถึงหนังเรื่องนี้อย่างไร เพราะนี่คืองานอดิเรกที่เขารัก

         จุมภฏมีหมวกอีกใบที่หนักอึ้ง คือกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด เจ้าของ ‘ถั่วโก๋แก่’ สแน็กยอดนิยมของบ้านเรา ที่เรามักจะได้เห็นแคมเปญการตลาดแปลกๆ สนุกๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรากฏตัวของโลโก้แบรนด์ตามงานเทศกาลศิลปะต่างๆ เป็นประจำ

         ทุกวันนี้เขายังคงเดินหน้าทำงานไม่หยุดยั้ง ระหว่างธุรกิจสินค้าแมสและงานศิลปะอินดี้ ที่เขายืนยันว่าสองงานนี้เกี่ยวข้อง ต่อเนื่อง และกลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตของเขา ธุรกิจของเขา และครอบครัวของเขา

         ว่ากันว่าในปีหน้า เราจะได้ดูผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขา หลังจากที่อยู่ในกระบวนการทำงานมายาวนาน จนหลายคนถามว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็ยักไหล่อีก แล้วบอกว่า “ทำไปเรื่อยๆ เสร็จเมื่อไหร่ก็ฉายเมื่อนั้น”

         เพราะสำหรับจุมภฏ จะทำหนังทั้งที ต้องทำไปให้สุดทาง ต้องขบถต่อขนบ ตั้งคำถามกับกรอบ และวิพากษ์วิจารณ์สังคม จิตวิญญาณเช่นนี้จะปล่อยให้เลือนหายไปตามเงื่อนไขชีวิต ปัญหาธุรกิจ หรือวันวัยที่ใกล้ห้าสิบเข้าไปทุกทีแล้ว—ไม่ได้เด็ดขาด

 

จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์

เวลาผ่านมาหลายปี หลังจากที่คุณทำหนังคัลต์เรื่อง Sur-real และหลังจากที่คุณแต่งงาน มีครอบครัว คุณคิดว่ามีความเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างไรบ้าง

         ผมคิดเรื่องนี้มาตลอด สมัยก่อนตอนที่ยังหนุ่มๆ ก็ไปจีบสาวๆ ทำตัวเจ้าชู้ใช่ไหม เคยคิดว่านั่นคือความอิสระ การคบผู้หญิงทีละหลายๆ คนเท่ดี เหมือนมีแฟนคลับเยอะ แต่วันๆ นี่ก็เหนื่อยมากเลยนะ เหมือนแทบไม่มีเวลาว่าง เพราะต้องคอยสับรางไปหาคนนั้นคนนี้ตลอดเวลา แต่พอมาตอนนี้ นี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะที่เรามีผู้หญิงคนเดียว ตั้งใจแล้วว่า เฮ้ย จะไม่มีคนอื่นอีกแล้วนะ จะมีแค่เขาคนเดียว แล้วก็สงสัยขึ้นมาว่าเราจะทำได้ไหมวะ คือมันไม่ชิน แรกๆ มันเป็นอะไรที่แบบว่า เฮ้ย ทำตัวไม่ถูกเลยน่ะ (หัวเราะ)

         ไลฟ์สไตล์ของผมที่ผ่านมามันเป็นอีกแบบ พอมีผู้หญิงคนเดียวแล้วมันสงสัย ไม่รู้ต้องทำอย่างไร มีหลายอย่างที่ชอบและไม่อยากเปลี่ยน ผมก็บอกภรรยาเลยนะว่าจะไม่เปลี่ยน เช่น เรื่องผมชอบดูหนังอาร์ตๆ แต่เขาไม่ชอบดู ผมก็ไปดูคนเดียว หรือไปดูกับลูกน้อง ก็ว่ากันไป เขาจะได้เอาเวลาช่วงนั้นไปทำอะไรของเขา แต่มันจะมีบางช่วงที่เราต้องต้องแชร์เวลาด้วยกัน ผมก็ต้องแชร์เวลาให้เขา อย่างตอนไปรอเขาเดินห้าง ไปทำผม นวดตัว ทำเล็บ ซึ่งต้องไปรอโดยที่ไม่ชินเลย เราไม่เคยรอใครแบบนี้เลยนะ ตอนช่วงแต่งงานใหม่ๆ เป็นช่วงที่ผมไม่ชินเลย

ช่วงนี้คงชินแล้วใช่ไหม

         กว่าจะชินก็นานเหมือนกัน ก่อนแต่งงาน แฟนผมให้เวลาผมสองปี เพราะตอนแรกเขายังไม่เชื่อใจว่าผมจะเลิกนิสัยเดิมได้ไหม ผมจะอยู่คนเดียวได้จริงเหรอ จะมีเขาคนเดียวจริงเหรอ ผมก็บอกเขาว่ามั่นใจได้แน่นอน สองปีนี้จะเปลี่ยนตัวเอง คือเวลาที่แบบต้องไปนั่งรอเขา ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรดี เราก็ต้องสับรางไปหาคนนั้นคนนี้ ผมกลับมาบ้านตอนทุ่มหนึ่งก็ไม่รู้จะทำอะไร สงสัยว่าปกติคนอื่นเขาทำอะไรวะ คือ—แม่งก็เหงาเหลือเกิน แปลกมาก เพิ่งรู้ตัวว่าอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องมีสาวๆ อยู่ด้วยตลอด

         แต่ตอนนี้รู้แล้วนะ คือผมก็นั่งอ่านหนังสือไป กลายเป็นว่าตอนนี้อ่านหนังสือได้เยอะ และมีเวลาเหลือเยอะมากเลย เลยไปเรียนภาษาฝรั่งเศส เพราะเมื่อก่อนเราเคยไปเรียนที่ปารีสใช่ไหม ตอนนี้ก็มารื้อฟื้นใหม่ เอาหนังสือมาอ่าน เราก็มีอะไรทำ หาเรื่องทำอะไรไปเรื่อยๆ ตอนนี้สิ่งที่ได้พบคือมันแฮปปี้มากๆ เลยนะ และมันอิสระมากๆ ด้วย เมื่อก่อนที่เคยคิดว่าการที่มีชีวิตแบบไม่ผูกมัด นั่นคืออิสระ แต่ตอนนี้ผมว่าไม่ใช่แล้ว

         เพราะชีวิตแบบเดิมนั้นมันทำให้เราต้องคอยโกหกตลอดเวลา เอาเวลาไปให้กับผู้หญิงคนนู้นคนนี้ มาตอนนี้กลับมีเวลาให้คนคนเดียว มีเวลาที่จะรักคนคนเดียวไปนานๆ ภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘all the time in the world’ ใช่ไหม คือเรามีเวลาทั้งหมดให้กับเขา และเรามีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ตอนนี้เลยรู้สึกว่ามีอิสระกว่าเดิมเสียอีก เวลาที่อยู่คนเดียวกลับเป็นเวลาที่ชอบที่สุด เราก็ได้มานั่งเขียนบทหนังเรื่องต่อไป เอาบทมาปรับ ทำอะไรสัพเพเหระไปเรื่อยๆ

นึกถึงเรื่อง Infernal Affairs หนังตำรวจฮ่องกง ที่บอกว่าคนที่โกหกตลอดเวลา มันเหมือนตกนรกหมกไหม้ในใจ

         ใช่ๆ กลายเป็นว่าตอนนี้ศีล 5 ผมไม่ผิดเลยสักข้อนะ ผมก็รู้สึกว่ามันดีจริงๆ (หัวเราะ)

จะไม่มีนรกแบบนั้นอีกแล้ว

         ไม่แล้ว ผมไม่กลับไปหาชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว

 

จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์

ถ้าอย่างนั้นแปลว่าคุณจะมีเวลามาทำหนังให้เสร็จเสียที หลังจากถ่ายทำทิ้งไว้นานมาก

         ปีหน้าฉายแน่ คอนเฟิร์มเลย เพราะตอนนี้มันมาถึงไฟนอลอีดิตแล้ว คือมันเป็นแบบนี้นะ—ผมคิดว่างานศิลปะอะไรก็ตาม ถ้าจะทำ มันต้องไปให้มันสุดทาง ผมเริ่มทำหนังเรื่องแรกๆ ตั้งแต่เราเป็นคนตัวเล็กๆ คราวที่แล้วตอนทำ Sur-real เป็นหนังเล็กๆ ที่ทำเอามันอย่างเดียว เอาเพื่อนมาช่วยถ่าย เอาน้องมาช่วยตัด แต่คราวนี้เราทำแบบฟูลสเกล เอาตากล้องมืออาชีพ เอาดารามาแบบจัดเต็ม ถ้าคุณได้ดูผมทำ Sur-real คุณภาพของภาพ ของเสียงบางตอน มันไม่ถึงระดับเป็นหนังโรง แต่คราวนี้ถึงแน่นอน post supervisor ผมใช้พี่ลี (ลี ชาตะเมธีกุล) ผมว่าเขาคือมือหนึ่ง แล้วพอมาดูงานที่ออกมา รู้สึกแบบว่า โอ้โฮ มันดีกว่าที่เราคิดไว้ตอนแรกเยอะ คือเขาจะเล่าไม่เหมือนที่เราเล่าปกติ ทำให้เข้าใจเลย สำหรับบางคนทำงาน หนึ่งบวกหนึ่งไม่ใช่สอง แต่หนึ่งบวกหนึ่ง—แม่งกลายเป็นห้า เป็นหก เป็นเจ็ดไปเลยนะ

         พี่ลีทำให้หนังผมมีพลังสมกับที่รอ มันดูเข้ายุคมาก เทียบกับตอนที่เราถ่ายทำ เรารู้สึกอะไรกับมันแบบหนึ่ง เรามีการเล่าเรื่องแบบหนึ่ง พอเก็บไว้นานๆ กลับไปดูตอนนี้ที่ตัดต่อใหม่ มันเข้ายุค เราชอบมันขึ้นมายิ่งกว่าเดิม

หนังเข้ายุคที่ว่าเป็นอย่างไรหรือ มันต้องลากลองเทกเท่ๆ แบบเรื่อง 1917 หรือเปล่า

         มันคือเรื่องจังหวะหรือเปล่า? เช่นเวลาทำหนัง เราจะนึกถึงฉากไคลแม็กซ์ใช่ไหม แล้วก็หาทางวางจังหวะว่าจะทำอย่างไรให้คนดูไปถึงจุดนั้น เราอยากให้หนังเรามีภาพจำ เราคิดแค่ภาพนั้น แต่ยังไม่รู้ว่าจะหาทางเรียงมันอย่างไร มันคือจังหวะ ซึ่งงานตัดต่อของพี่ลีเขาเอาภาพที่เราคิดไว้ไปวางไว้ในจังหวะที่คนดูจะไปถึงอารมณ์นั้นได้ มันไปถึงอารมณ์นั้นได้จริงๆ อันนี้ต้องยอมรับฝีมือนะ มันถือเป็นอีกศาสตร์หนึ่งเลย แล้วระหว่างที่รอพี่ลีตัดหนัง ผมเพิ่งถ่ายทำอีกเรื่องหนึ่งจบไป เรื่องนี้ผมจะเล่าเรื่องชีวิตของคนชนบท เป็นเรื่องราวของผู้หญิงสู้ชีวิตในสังคมที่ผู้ชายกดขี่ ผู้หญิงคนนี้ she fights back. เพิ่งถ่ายเสร็จไป

การทำงานอดิเรกที่รัก กับการทำงานธุรกิจใหญ่โตของครอบครัว มันสอดคล้องหรือสวนทางกันอย่างไรในตัวของคุณ

         ผมว่าชีวิตแบบนี้มาถูกทางแล้วนะ คือเราทำงานหนัง มันคล้ายกันนั่นแหละ มันก็เหมือนโรงงาน คือมีผู้จัดการ มีคนงาน โดยมีเราเป็นครีเอเตอร์ เราเริ่มต้นไอเดียสินค้าแบบนี้ๆ อยากได้รสชาติใหม่ คิดว่าลูกค้าชอบแน่ เรานำไปบอกคนปฏิบัติการก็คือลูกน้องเรา ตอนทำหนังเราก็เขียนบท ทำสคริปต์ ก็เป็นครีเอเตอร์เหมือนกัน ในตอนปฏิบัติ เราก็เป็นหัวหน้าที่ไปไดเร็กต์ คือกำกับฯ ให้มันเป็นไปตามที่ต้องการ มันคล้ายกัน มันไม่ได้เป็นงานศิลปะที่ทำคนเดียว ที่โรงงานเราก็ทำงานกันเป็นทีม

 

จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์

เวลาคุณต้นทำงานอะไรก็ตาม ทำอย่างไรถึงจะได้เจอตัวผู้จัดการโรงงานเก่งๆ หรือคนตัดต่อหนังเก่งๆ

         เออ นี่แหละ มันไม่มีทางรู้เลย นอกจากเราจะโดนมาก่อน อย่างผมนี่โดนมาเยอะ ตอนแรกๆ ที่เริ่มต้นเลย เราก็เอาเงินเก็บของตัวเองมาลงทุนกับหนังที่ใกล้เคียงกับดีเอ็นเอของเรา ตอนนั้นยังไม่รู้จักใคร ก็ต้องทำๆ ไปก่อน พอต่อมาเริ่มรู้สึกว่าเจอทิศทางที่ต้องการแล้ว เราก็ค่อยๆ จูนไป คนที่ไม่ใช่ เขาก็จะออกไปเอง คนที่มาหลอกเราก็มี เราจะเริ่มรู้ว่าโดนหลอก ก็ตัดออกไป ตัดออกไปเรื่อยๆ จนเจอตัวจริง

         ในทีมงานหนัง ในกองถ่าย ผมว่าหัวใจสำคัญคือ Unit Production Manager คนนี้คือคนสำคัญเลย วันออกกองผมบอกกับทุกคนในกองหนัง ใหญ่สุดคือผมผู้กำกับฯ รองลงมาคือ UPM นะ คือคนที่ดูแลกอง ดูแลทุกอย่างให้เรา ตั้งแต่การจัดการกอง คนนี้เป็นคีย์ กว่าผมจะเจอคนคนนี้ กว่าเราจะไว้ใจกันได้ ก็ต้องทำงานด้วยกันมานานมาก ผมเปลี่ยนมาหลายคนกว่าจะเจอคนที่ใช่ แล้วก็รักกันจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็กับการบริหารงานที่โรงงานก็เหมือนกันด้วย

นอกจากเรื่องคนที่เราต้องค้นหาให้เจอแล้ว เราจะเจอ ‘ดีเอ็นเอ’ ของตัวเองได้อย่างไร

         มันขึ้นกับช่วงเวลาด้วยนะ ผมคิดอย่างนี้นะ ตอนทำเรื่อง Sur-real ตอนนั้นผมชอบหนังคัลต์ที่ไม่ต้องแคร์โปรดักชันมาก เลือดหลอกๆ ดูเฟกๆ ไม่เหมือนจริงก็ได้ ขอแค่เอามันอย่างเดียวเลย เอาแต่ใจตัวเอง เอาให้มันสุดทาง ให้มันขบถๆ ไปเลย ตอนนั้นเราคิดแบบนี้ พอมาเรื่องล่าสุดเป็นสไตล์อีโรติก ซึ่งมันก็เป็นตัวตนของผมอยู่แล้ว ผมก็อยากจะไปให้สุดทาง คืออยากรู้ว่าในประเทศไทย เราทำอะไรไม่ได้บ้าง เราอยากท้าทาย ไปให้สุดทาง ถึงที่ที่เราไม่เคยไปมาก่อน

         มีผู้กำกับฯ ที่ผมชอบมากๆ คือ อัง ลี และ ริดลีย์ สกอตต์ ผมรู้สึกว่า เฮ้ย สองคนนี้ทำหนังหลากหลายจัง อย่าง อัง ลี ทำทั้ง Life of Pi, Brokeback Mountain, The Incredible Hulk, Crouching Tiger, Hidden Dragon คือหนังแต่ละเรื่องๆ มันไปคนละทางเลย แต่เรารู้ว่ามีดีเอ็นเอของเขาอยู่ ผมชอบคนแบบนี้ คือต้องทำอะไรที่มันท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ ทำอะไรที่ยังไม่เคยทำ ได้ลองฟีลด์ใหม่ๆ

แปลว่าดีเอ็นเอไม่ได้หมายถึงสไตล์ แต่คือทัศนคติบางอย่างของคนทำงาน เช่น ความขบถ ทดลองสิ่งใหม่ๆ และต้องไปให้สุดทาง

         ใช่ และผมว่าไอ้ความขบถนี่มันทำให้เราสร้างสรรค์นะ อย่างหนังเรื่องใหม่ที่กำลังจะออก ผมรู้สึกดีมากๆ เลยนะ เพราะสังคมบ้านเราพอพูดถึงหนังอีโรติก มึงจะกลายเป็นคนบาปเลย กลายเป็นคนสกปรก มันจะถูกตีความไปแบบนั้นตลอด ผมก็อยากรู้ขึ้นมา ผมอยากจะรู้ว่าประเทศเรานี่ ถ้าจะไปให้มันสุดทางของอีโรติก มันจะไปได้ถึงไหนวะ บอกตรงๆ ว่าก็พอรู้แหละว่าเห็น… ไม่ได้ แต่ว่ามันจะไปตรงไหนได้อีก ฉากเซ็กซ์เราก็อยากไปในจุดที่เราไม่เคยทำ

         ตอนเวิร์กช็อปกันก่อนจะถ่ายหนัง นักแสดงมาเจอกัน ผมก็ให้จูบจริง จูบต่อหน้ากันเลย นมของนักแสดงหญิงเปิดให้เห็นกันจนชิน จับจนชิน คือเราอยากลองไปให้มันสุดทาง ผมอยากจะรู้ว่าคนทำงานมีความพร้อมแบบนี้แล้ว ทางรัฐบาลและขนบของประเทศนี่น่ะจะพร้อมไหม จะไปได้ถึงไหน ผมอยากรู้

เคยได้ยินคำกล่าวว่า ถ้าคุณเป็นวัยรุ่น คุณไม่ขบถ แปลว่าคุณไม่มีหัวใจ แต่ถ้าคุณแก่แล้ว คุณไม่ได้เป็นอนุรักษนิยม แปลว่าคุณไม่มีสมอง คุณต้นคิดว่าตัวคุณเองจะขบถไปได้อีกนานแค่ไหน

         ตอนนี้ยังขบถอยู่ แต่มันคงไม่ดีดเหมือนเมื่อก่อน ผมคิดว่าสังคมปัจจุบันมันเป็นการต่อสู้กันระหว่างวัย มันมีอยู่ทั้งแนวคิดคอนเซอร์เวทีฟกับลิเบอรัล ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่สอนเรา เขาจะพูดแบบนี้ เป็นเด็กนี่ต้องกล้าคิดกล้าทำ ต้องกล้าคิดนอกกรอบ แต่พอมาวันเด็ก เราจะได้ยินอะไรที่มันย้อนแย้งฉิบหาย เป็นเด็กดีต้องมีสัมมาคารวะ ต้องมีระเบียบวินัย อายุน้อยกว่าจะมาเถียงผู้ใหญ่ได้อย่างไร คำขวัญวันเด็กส่วนใหญ่จะมีคำว่าวินัย แล้วคำว่าวินัย แม่ง—โคตรคลุมเครือที่จะทำให้เด็กอยู่ในกรอบ

         ผมคิดว่าเด็กรุ่นนี้ พวกน้องๆ ที่ทำหนังอาร์ตตอนนี้ ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร ผมรู้สึกว่าเขาหงุดหงิดกับขนบธรรมเนียมมากขึ้น เช่น เรื่องไหว้ผู้ใหญ่ ผมว่าไม่ต้องไหว้ก็ได้ แต่คุยกันแบบมีซีเนียริตี้ก็พอ

คุณคิดว่าเด็กรุ่นใหม่ขบถกว่าคุณสมัยเป็นหนุ่มๆ ไหม

         รุ่นนี้เหรอ ผมว่าแรงกว่ารุ่นผมแน่นอน คนรุ่นผมมันเป็นเจนเอ็กซ์ที่ซวยมาก เราเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างพวกชรากับพวกหนุ่มสาว เราก็เลยมีเพื่อนหลายคนไปอยู่ฝั่งชรา และมีหลายคนไปอยู่ฝั่งหนุ่มสาว ผมมองว่าวันนี้เวลามีไม่เยอะแล้ว ต้องส่งต่อเวลาที่เป็นอนาคตให้คนรุ่นใหม่ไปได้แล้ว แต่สังคมบ้านเราคนชรามีอำนาจมากเหลือเกิน มันไม่ใช่สังคมของหนุ่มสาว

 

จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์

อีกไม่นานคุณก็จะแก่ และคุณอาจจะเชย แบบ No Country for Old Men

         ผมเคยเป็นแล้ว อย่างตอนที่เขามีไลน์กันหมด ตอนนั้นอะไรที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ ผมแทบจะไม่ยุ่งเลย คือรู้สึกแอนตี้มัน แต่น้องๆ ที่ออฟฟิศเล่นกันหมด พอเราไปประชุมที่บริษัท การตลาดหรือสื่อออนไลน์ต่างๆ เราก็ตามเขาไม่ทันแล้ว ความคิดของวัยรุ่นหนุ่มสาวเขาอยู่ในโลกออนไลน์ ไม่ได้อยู่ในทีวี หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ผมก็ต้องเปลี่ยนใจ คือผมเป็นแบบนั้นมาก่อน แล้วก็ต้องรีบรีเซตความคิดนี้ออกไป

         แต่มันก็มีสองแง่นะ เวลาเราทำหนังของเรา บางเรื่องไม่รู้จะดีกว่าเพื่อความสบายใจ เหมือนหนังออกฉาย มันมีคนที่ชอบกับไม่ชอบ เช่นแม่ง—ออกมาโพสต์ด่าหนังกู งั้นกูก็ไม่ทำหนังแล้วดีกว่า จบ แบบนั้นมันก็ไม่ใช่นะ เราถือว่าเราทำในสิ่งที่ชอบ ก็คือจบ แบบนี้ดีกว่านะ วันนี้ผมทำหนัง ผมไม่ได้มีคอนฟลิกต์กับใคร เราก็ทำไปแบบที่เรารัก ไม่ได้มีอารมณ์แบบว่าไปอิจฉาคนนั้นคนนี้ ได้รางวัล ได้เงิน ผมมองว่าหนังเป็นงานอดิเรก เวลามีคนมาถามว่าเมื่อไหร่เสร็จ ก็เสร็จตามอารมณ์กูไง ถ้าพร้อมก็ออกฉาย นึกออกไหม คือไม่มีใครมากดดัน มันสบายใจ

การได้ทำงานธุรกิจ และมีงานอดิเรกที่เรารัก มีคู่ชีวิตที่ลงตัว และเอานรกออกจากใจได้ มันเปอร์เฟ็กต์มากเลยใช่ไหม

         แค่คิดว่าวันนี้ก็เรื่อยๆ เป็นแบบนี้ผมก็มีความสุขดี

เมื่อมีชีวิตดีๆ สบายๆ แล้ว คิดว่าจะยังรักษาจิตวิญญาณขบถไปได้เรื่อยๆ ไหม

         เออๆ แฟนผมก็ถาม พี่ต้น ทำไมยังทำหนังแบบนี้ ทำหนังอะไรเนี่ย ไปทำหนังผีบ้างได้ไหม หนังรักบ้าง ทำหนังอะไรที่ไม่เกี่ยวกับสังคมบ้างได้หรือเปล่า ผมก็ตอบว่า ถ้าจะทำงานศิลป์ จะทำอะไรก็ตาม มันต้องวิพากษ์สังคมด้วยหรือเปล่า คือมันต้องขบถน่ะ ถ้าผมเป็นพวกโลกสวย มันก็ไม่มีอะไรน่าค้นหาแล้ว หนังมันจะจืดชืดน่ะ

         เรียกว่าเรายังต้องวิพากษ์สังคมกับความคิด แต่ก็ยอมรับว่ามีบางอย่างที่เราแค่คิดไว้ในใจ แต่พูดไม่ได้ เพราะเรามีหมวกนักธุรกิจทำสินค้าแมสด้วย เราก็ต้องระวัง

แล้วเวลาไปดูหนังรักโรแมนติก คุณชอบมันบ้างไหม

         ล่าสุดผมชอบเรื่อง The Lighthouse เพราะมันตั้งคำถามกับสังคม มันมีอะไรที่ท้าทายเราอยู่

 

จุมภฏ รวยเจริญทรัพย์

สักวันหนึ่ง คุณต้นจะปลีกตัวออกมาจากธุรกิจครอบครัว แล้วทำงานศิลปะล้วนๆ เลยไหม

         ไม่ ผมยังต้องมีเงินใช้ (หัวเราะ) คืองานธุรกิจผมก็ชอบนะ ผมรู้สึกว่า ‘โก๋แก่’ เป็นแบรนด์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ แบรนด์เรามีการ์ตูนคาแรกเตอร์ และมันก็มีความสนุก ผมจะทำแอนิเมชันให้มันโลดแล่น เคลื่อนไหว ไอ้ตัวที่อยู่หน้ากระป๋อง หน้าซอง ผมอยากให้มันกระโดดโลดเต้นได้ ผมเขียนบทเอง ทำออกมาฉายเป็นแอนิเมชัน ทำงานนี้แล้วมีความสุข ผมทำงานที่ผมรักให้มันกลายเป็นเรื่องการตลาดไปด้วย ศิลปินบางคนต้องทำหนังที่ตัวเองไม่ได้ชอบ แต่จำเป็นต้องทำเพื่อทำเงินอยู่ดี ผมก็เลยชอบแบบนี้มากกว่า และโชคดีที่ผมเลือกทำตำแหน่งที่ชอบได้ ผมเลือกทำแผนกต่างประเทศ (หัวเราะ) เพราะชอบเดินทาง ปกติผมเป็นคนที่อยู่เมืองไทยไม่เกินสองอาทิตย์ ช่วงนี้ก็เริ่มคันแล้วนะ แต่ก็ติดเรื่องโรคระบาดอยู่

แต่งานธุรกิจ ‘โก๋แก่’ ที่เป็นสินค้าแมสแบบนี้ คุณก็คงเคร่งเครียดกับผลกำไร ต้องคอยแข่งขันกับบริษัทคู่แข่ง

         แน่นอน ในเชิงธุรกิจ เรื่องความสำเร็จไม่มีคำว่าพอ เหมือนวันนี้เราตั้งเป้าเป็นหมื่นล้าน พอยอดตกเราก็เครียด ลูกค้าไม่สั่งของเข้ามา เราเข้าบริษัทเห็นพนักงานแล้วก็บอกได้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจเป็นอย่างไร มองดูเจ้าอื่น หลายโรงงานก็โดนเลย์ออฟกัน เราก็ย้อนมามองตัวเอง คือไม่อยากให้ถึงวันนั้นนะ เราก็ต้องดันตัวเองหนักขึ้นๆ มันเหนื่อยนะ แต่มาในจุดหนึ่ง เราก็ไปทำหนัง ปรับเป็นอีกโหมดหนึ่ง มันก็ดูบาลานซ์ แต่ก็ไม่เสมอไปหรอกนะ พอถึงจุดที่จะต้องผลักดันตัวเอง เรื่องธุรกิจคือต้องแข่งกับคนอื่น แต่เรื่องหนังมันเหมือนเราแข่งกับตัวเองมากกว่า

ในรอบสี่ห้าปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ สภาพเศรษฐกิจไม่ดีมาก สภาพสังคมก็เปลี่ยนแปลงไปในทางย่ำแย่ คุณคิดว่ามันส่งผลต่อแวดวงศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ อย่างไรบ้าง

         มันก็มีส่วน คือพอเราอยู่ในวงการ ทุกอาทิตย์ก็จะมีคนในวงการโทร.มาขอสปอนเซอร์เรื่อยๆ พอมาคุยกับน้องๆ ที่เข้ามา เขาก็เล่าให้ฟังว่าหาเงินยากขึ้น เดี๋ยวนี้มันเป็นเพราะออนไลน์ด้วย ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว ไม่มีอะไรที่มันอยู่นานๆ ทำงานออกมาแล้วเราจะหากินกับมันได้ไม่นาน อันนี้คือพูดถึงเรื่องงานอาร์ตนะ สมมติคุณทำหนังที่มันเป็นซิกเนเจอร์ของคุณมากเลยนะ คนดูก็ชอบกัน แต่มันอยู่ไม่นานเลย มันมาไวไปไว ต้องเปลี่ยนไปตามยุค ต้องปรับเรื่อยๆ

คุณต้นถือว่าเป็นภารกิจของตัวเองไหม ที่ ‘โก๋แก่’ ต้องช่วยสนับสนุนศิลปวัฒนธรมแขนงต่างๆ

         ผมคุยเรื่องนี้กับตอง - น้องชาย (กฤษดา รวยเจริญทรัพย์) เฮ้ย บ้านเรามันมีธุรกิจอะไรบ้างที่สนับสนุนงานอาร์ต งานหนัง เราก็ลองไล่เรียงดู ก็น่าจะมีอยู่ไม่กี่เจ้าหรอก ซึ่งเป็นนายทุนรายใหญ่มากๆ อย่างพวกเราเองก็ช่วยไม่ได้เยอะ ส่วนใหญ่เราจะสนับสนุนพวกอินดี้มากกว่า พวกสายแมสเขาก็มีเงินจากเจ้าใหญ่ๆ แต่เราไม่ได้เงินอะไรกลับมาเลยนะ ที่ทำก็เพื่อช่วยเขา เพราะเรารัก เราชอบ เราไม่ได้หวังเรื่องผลประโยชน์

ทำไมคุณถึงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ

         ศิลปะเป็นอาหารสมอง มันเป็นสิ่งที่เติมเต็มในมุมศิลปะของเรา เราชอบ อยากให้มีหนังอย่างที่เราชอบมาฉายเยอะๆ ผมฝันนะว่าบ้านเราน่าจะมีสวนสาธารณะ มีหอศิลป์ที่มากกว่านี้ ทุกวันนี้เวลาผมไปวิ่ง วิ่งอยู่สองที่ คือในโรงงานตัวเอง กับสวนสาธารณะในเซ็นทรัลพระราม 2 คิดแล้วก็เซ็ง ว่าทำไมเราไม่มีสวนสาธารณะของรัฐเลยวะ 

         อย่างพอวันนี้จะมีคนเอาหนังต่างประเทศแปลกๆ เข้ามา เราก็อยากช่วย แต่มันไม่มีโรงให้ฉาย พอเขาหาโรงฉายได้ ปรากฏว่าคนดูเต็มนะ ก็แสดงว่าคนต้องการ มันเป็นสิ่งสำคัญ ที่ผมได้เรื่องศิลปะ ได้เรื่องทำหนัง เพราะว่าตอนเด็กๆ ไปเรียนต่อต่างประเทศ ตอนนั้นก็คิดแค่ว่าอยากไปอยู่ต่างประเทศเท่านั้นเอง แต่พอไปเดินตามถนน เราเจองานอาร์ต เจอนั่นเจอนี่ มันก็ซึมซับเข้าไปเอง แต่พอเป็นกรุงเทพฯ มันไม่มีอะไรอย่างนั้นเลย ผมว่าทั้งงานทำหนังหรือการสนับสนุนการทำงานหนัง งานศิลปวัฒนธรรมต่างๆ มันเหมือนเสพติด มันเลิกไม่ได้

จนกว่าประเทศเราจะมีหนัง Parasite เป็นของตัวเอง

         ผมว่ายาก

แต่เราก็มีเจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) แล้วนะ

         ก็ถึงบอกไง อย่างงานของพี่เจ้ย เขาก็ต้องมีจิตวิญญาณขบถ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้คานส์นะ เราจะมาเป็นศิลปินโรแมนติกๆ ไปวันๆ นี่ ผมว่ามันไม่ใช่

ฟังดูคุณต้นหมกมุ่นสนใจเรื่องหนังและศิลปะมาก ถามจริงว่าได้เข้าออฟฟิศบ้างไหม

         คือต้องบอกเลยนะ ที่โรงงานเนี่ย ผมว่าผมเข้าออฟฟิศบ่อยสุดแล้วนะ ก็บอกแล้วไงว่าตอนนี้เวลาเหลือเยอะ มีอิสระมากขึ้น เลยแบ่งเวลาได้ดีขึ้น ตอนเช้าก็เข้าโรงงาน ตอนบ่ายผมก็จะมีเวลากับเรื่องหนังที่ผมชอบ

 

ภาพถ่ายโดย: พีรวัส คำคูณมงคล 

 

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด