จากเหตุการณ์ 2 ทีมที่เป้าหมายต่างกันเมื่อ เวสต์แฮม ได้เฮ 1-0 แต่ถูก VAR ยึดและ เชลซี มาได้จุดโทษขึ้นนำ 1-0 ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลา 4 นาที
ออกมาในรูปนี้คนกีฬาอย่างเราๆดูแล้ว แววทีมชนะ และ ทีมแพ้ มันอยู่ฝั่งไหนเรารู้โดยสัญชาตญาณ
แต่นั่นเป็นโมเมนต์แค่ในครึ่งแรกที่จบด้วยสกอร์ 1-1 แต่ครึ่งหลังเล่นมาได้ 6 นาทีจุดเปลี่ยนโยกมาที่ “ขุนค้อน” หลัง อันโตนิโอ เข้าฮอร์สง่ายๆ
Class ของ วิลเลี่ยน กับลูกฟรีคิกในยามที่เกมรุกเริ่มตันก่อนเป็นประตูตีเสมอ 2-2 ซึ่งเราจะเห็นกันว่า เชลซี อยากได้ 3 แต้มในเกมนี้ขนาดไหนหลังระดมเปิดหน้าในช่วงที่โมเมนตั้มกำลังมา
แล้วด้วยความพอดีครับตอน “ขุนค้อน” เคลียร์สาดทิ้งดันมาเข้าทาง อันโตนิโอ ที่เป็น “เดอะ แบก” ในระบบของ เดวิด มอยส์ สุดๆครับ เป็นตัวพักบอลเก็บบอลตั้นกับพวกเซนเตอร์แล้วส่งไม้ต่อให้เพื่อนเพื่อเซ็ตบอลกันขึ้นมา
จังหวะนี้เหลือกองหลังตัวเดียวและบอลดันไปถึง ยาร์โมเลนโก้ ตัวสำรองที่กำลังขาดีกว่าผู้เล่นที่ยืนอยู่ในสนามเกือบ 90 นาที แบ็คอย่าง มาร์กอส อลอนโซ่ ก็นู่นครับ เติมแล้วลงไม่ทัน
สกอร์ 3-2 ของเจ้าถิ่นและเป็นการชนะ เชลซี ไปกลับในซีซั่นนี้
แม้ เวสต์แฮม ยังห่างไกลจากคำว่าปลอดภัยหลังอยู่เหนือ red zone 3 แต้มแต่อย่างน้อยยังได้เปรียบ 3 ทีมล่างกล่าวคือยังพอขี้เรี่ยราดพลาดได้บ้างดีกว่าพลาดแล้วยังไม่พ้นโซนอันตราย
ในขณะที่ เชลซี ผมว่าการที่พวกเขารู้ผลที่ กูดิสัน ปาร์ค ทำให้แรงจูงใจยึดอันดับ 3 ก่อนคิกออฟมีสูงมาก และเมื่อผลการแข่งขันไม่เป็นใจแบบนี้จึงมีคนนั่งยิ้มอ่อนอยู่ที่บ้านซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร
การที่ เชลซี และ เลสเตอร์ เล่นเหมือน “รอ” ทำให้เราบอกได้เต็มปากแล้วนะครับว่าถึงนัดที่ 32 แมนฯยูไนเต็ด และ วูลฟ์แฮมป์ตัน เข้าร่วมโต๊ะจีนไป แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างเป็นทางการแล้ว พ้นนัดนี้ไปอันดับ 3,4,5,6 จะสลับสับเปลี่ยนกันได้ทุกวัน การหลุดแพ้ซักนัดอาจหมายถึงการแบกความกดดันเพื่อไปแก้ตัวเก็บชัยชดเชยไม่ให้ช่องว่างห่างไปมากกว่านี้
เลสเตอร์ ได้ทำให้สถานการณ์ของตัวเองตอนนี้ลำบากเข้าไปทุกทีแล้วครับ จากความพ่ายแพ้ต่อ เอฟเวอร์ตัน ที่มีกองเชียร์มากที่สุดในโลก (แค่ 90 นาที) ด้วยสกอร์ 2-1 ทำให้พวกเขาตอนนี้ลงสนาม 3 นัดได้มา 2 แต้ม ในขณะที่คู่แข่งชนะกันรัวๆ
ทำให้ตอนนี้สิ่งที่ “จิ้งจอก” ควรเป็นห่วงกว่าโปรแกรมที่เหลือว่าเจอใครบ้างคือฟอร์มการเล่นที่ไม่ได้ทำให้แฟนบอลรู้สึกเลยว่าจะเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ณ ยามนี้
ครึ่งแรกที่เจอ “ท๊อฟฟี่” ต้องบอกว่าดูไม่จืดครับ เจอบอลเพรสไปไม่เป็น ปีกที่เป็นจุดเด่นก็คุมแน่นจนพิการกันทั้งทีม เจมี่ วาร์ดี้ ไม่มีโอกาสได้ใช้สปีดใดๆในเมื่อแดนกลางไม่สามารถสร้างสรรค์ใดๆได้เลย และยิ่ง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แกเลือกดร็อป เจมส์ แม็ดดิสัน เป็นตัวสำรองด้วยแล้วเกมยิ่งตัน
แต่เอาเข้าจริงๆผมว่าตัว แม็ดดิสัน เองตอนนี้ฟอร์มดาดๆมาก ครึ่งหลังถูกส่งลงมาโอเคพอวูบวาบในพื้นที่แคบๆแต่การจ่ายบอลไม่มีอะไรหวือหวาแถมโชว์ลูก sunday league เมื่อเพื่อนอยู่ริมเส้นห่างจากแกแค่ 10 หลานิดๆแต่แทนที่จะส่งเลียดๆง่ายๆนู่นครับปั่นย้อยเลยหัวเพื่อนไปเลย
ขอย้ำว่าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกันเท่าไหร่ จะปั่นโด่งเพื่อ!?
แต่ฟอร์มครึ่งหลังของ เลสเตอร์ ดีกว่าครึ่งแรกเยอะ ริมเส้นที่ทำอะไรไม่ได้ก็มีพื้นที่เล่นเยอะ เรียกว่า อีเฮียนาโช่ ลงมาป่วนและมีชื่อทำประตู(แบบงงๆ)
แต่ด้วยความที่ เอฟเวอร์ตัน กินบุญเก่าตุนไว้ในครึ่งแรก 2-0 บวกกับ เลสเตอร์ ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันก็จบแบบเหงาๆ
ตั๋ว แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ครั้งนึงเคยคิดว่าชนะอีกเท่านั้นเท่านี้ก็น่าจะกดได้ไม่ยากแต่ตอนนี้เหลียวหลังมาทั้ง แมนฯยูไนเต็ด และ วูลฟ์ จี้มาเหลือ 3 แต้มแล้ว
วันนี้ผมนั่งดูคู่ เลสเตอร์ เป็นหลักแค่พอสกอร์ 2-0 ตั้งแต่ 16 นาทีแรกผมเลยสวิตช์ไปดู อาร์เซนอล กับ นอริช เป็นพักๆซึ่งทุกครั้งที่เปลี่ยนช่องมาก็เป็น “ปืนใหญ่” ที่นวดเกือบๆข้างเดียว
ครับลูกทีม มิเกล อาร์เตต้า ปิดจ็อบทีม “บ๊วย” ที่รอเป็นสมาชิกใหม่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ไม่ยาก 4-0
แนวรับที่เป็นจุดอ่อนของเจ้าถิ่นไม่ได้ถูกทดสอบใดๆทำให้อาวุธแนวรุกที่แบกทีมมาตลอดทั้งฤดูกาลจึงเป็นพระเอกของงาน แม้ฟอร์มจะไม่จัดจ้านทุกตัวแต่ 2 ประตูในวันนี้ของโอบาเมยอง ก็เพียงพอที่จะทำให้เจ้าตัวเป็นดาวซัลโวร่วมกับ เจมี่ วาร์ดี้ ไปแล้วที่ 19 ประตู
แม้ “ปืนใหญ่” ไม่น่าจะสร้างปาฏิหารย์ใดๆกับการแทรกเข้าไปติด 1 ใน 4 เพราะนอกจากแต้มจะตามห่างเกือบ 10 แต้มแต่โปรแกรม 6 นัดที่เหลือคงต้อง ยูโรป้า สถานเดียว
นอกเหนือจากชัยชนะท่วมท้นแล้วการลงสนามนัดแรกของ เซดริก โซอาเรส นักเตะใหม่ แถมใช้เวลาเพียง 4 นาทีหลังถูกส่งลงมาในนาที 77 มีชื่อทำประตูปิดท้ายเป็นอะไรที่ยิ่งหอมหวานกว่าเดิมหรือสำนวนฝรั่งเรียกว่า icing on the cake
คือลงมานี่วูบวาบมากและไม่น่ามีปัญหาอะไรหากจะยึดตำแหน่ง เบเญริน ที่ตอนนี้ฟอร์มไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย
เอาเถอะครับอย่างน้อยช่วงเวลานี้ “ปืนใหญ่” เจอทีมเล็กต้องเอาชนะไว้ก่อนเพราะแพ้ทีมใหญ่หรือทีมระดับเดียวกันยังพอเข้าใจได้เนื่องจากแนวรับจำเป็นต้องปรับกันใหม่ไว้สู้ศึกฤดูกาลหน้า
แต่จะปรับกันหนักหน่วงแค่ไหนคงต้องดูผลการแข่นขันกับโปรแกรมที่เหลือซึ่งผมว่าน่าจะตอบคำถามนี้ได้ชัดขึ้น
เจอใครบ้างน่ะเหรอก็ไม่เท่าไหร่มั๊งแค่ วูลฟ์,สเปอร์ส แล้วก็ ลิเวอร์พูล เอง..

Comment 0

    ความคิดเห็นมากที่สุด