สัมภาษณ์เจาะลึก : “Lomosonic” เปิดซิง “ป๊อด ธนชัย” ร้องแร็ป ครั้งแรก!!

TheHippoThai.com เผยแพร่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 13.00 น.

“Lomosonic” เปิดซิง ป๊อด ธนชัยร้องแร็ปครั้งแรก!!

เวลาอกหัก หลายๆคนมักจะหาเพลงที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็น “เพลงเยียวยาจิตใจของผู้ประสบภัยทางความรัก” มานั่งฟัง แน่นอนว่าการนั่งฟังเพลงคงไม่ได้ทำให้เราหายเจ็บ หายเศร้า แต่บางที คนเราก็แค่อยากจะเปิดเพลงฟังเสียงดังๆ และร้องตะโกนไปกับมันให้น้ำตาและความเศร้ามลายไปกับบทเพลง…และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเพลงที่ฟังแล้วจะอินสุดๆเวลาเลิกกับแฟน เพลงของวง "Lomosonic" น่าจะขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆบน Playlist ในใจของใครหลายๆคน

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ Lomosonic ครบทั้งสี่คน ไม่ว่าจะเป็น "บอย (ร้องนำ), ป้อม (กีต้าร์ – ประสานเสียง), ออตโต้ (กลอง) และ ปิติ (กีต้าร์)" ตั้งแต่เรื่อง มุมมองชีวิต การทำงานบนเส้นทางสายดนตรี การเดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน รวมไปถึงเพลงใหม่ที่เพิ่งปล่อย MV ออกมา หากโลกนี้ไม่มีความรัก Feat. ป๊อด ธนชัย อุชชินด้วย…สนุกสนานชนิดที่เรียกได้ว่าหากใครรู้จักแต่เพลงของพวกเขา ถ้าได้มารู้จักสมาชิกในวงจะหลงรักพวกเขาได้ไม่ยาก…หรือหากไม่รู้จักทั้งเพลงและวงของพวกเขา ก็คงจะรีบไปหามาฟังกันเลยทีเดียว 

Lomo + Sonic = ภาพและเสียง 

ป้อม  “ต้องบอกก่อนว่าที่มาของชื่อวงนี่มันเป็นความบังเอิญ คือตอนแรกเราไม่มีชื่อวงนะ ตั้งชื่ออะไรตลกๆ แบบ “แมลงสาบห้าร้อยกิ๊ก” อะไรอย่างงี้…(หัวเราะ) จริงๆ! ไม่เชื่อเหรอ คือเราไม่ได้ใส่ใจกับการตั้งชื่อวงมาก…จนกระทั่งถึงวันที่เราต้องมีชื่อจริงๆเพื่อเอาไปส่งให้ค่ายเพลง”

ออตโต้  “ที่งานเทศกาลหนึ่ง…” 

ป้อม  “มันก็เหมือนถูกบังคับให้ต้องคิดชื่อวงภายในเวลาประมาณแค่ชั่วโมงเดียว ทีนี้เรามองเข้าไปในงาน Music Festival นั้นแล้วมีเด็กถือกล้อง Lomo มา…เราก็เลยใช้ชื่อวงว่า Lomo แล้วมันก็กลายเป็นชื่อที่ติดตัวมา…ทุกๆคนก็เห็นด้วยว่าชื่อมันติดปากดี จนกระทั่งมาทำเพลงจริงๆแล้วปล่อยเพลงออกไปก็…โดนเลยครับ…” 

ออตโต้  “โดนลิขสิทธิ์กล้อง Lomography…” 

ปิติ “เขาส่งจดหมายมาเลยครับ” 

ป้อม  “คือคำว่า Lomo มันเป็นศัพท์เฉพาะน่ะครับ ก็เลยติดลิขสิทธิ์ แล้วตอนนั้นคือจะแถลงข่าวแล้วด้วย เราก็เลยได้โจทย์มาว่าต้องตั้งชื่อวงยังไงก็ได้ที่ไม่ให้โดนลิขสิทธิ์ ก็เลยมาคิดถึงคำว่า Sonic ที่เกี่ยวข้องกับ “เสียง” เพราะเราทำงานทั้ง “ภาพ” และ “เสียง” คือนอกจากทำดนตรีแล้วเรายังทำ Music Video ไปด้วย ก็เลยคิดว่าเป็นคำที่เหมาะสมเพราะมันสื่อความถึงทั้ง “ภาพ – Lomo” และ “เสียง – Sonic” จึงออกมาเป็น Lomosonic ครับ”  

ใช้ความรักในงานเป็นตัวตั้ง…ถ้างานไม่ดียอมไม่ได้ 

บอย  “คือถ้าพูดว่าเรารักงาน มันก็จะดูหล่อไปมั้ยนะ…ไม่อยากพูดเลย” 

ป้อม  “ใครๆเขาก็พูดกัน (หัวเราะ)” 

บอย  “จริงๆจะเรียกอย่างนั้นก็ได้ แต่เราแค่คิดว่าเวลาทำงานเราก็จะทำให้เต็มที่ เราเป็นนักร้องเราต้องร้องเพลงให้ดีที่สุด เราเป็นวงเราก็ต้องทำโชว์ให้ดีที่สุด อย่างวันไหนโชว์ไม่ดีนี่ผมอยากคืนเงินเขาเลยนะ…” 

ออตโต้  “แต่ทำไม่ได้…” 

ป้อม  “เพราะเราไม่มีเงินคืน” 

(ทุกคนในวงหัวเราะ) 

บอย  “สำหรับวงดนตรี สิ่งที่ดีที่สุดก็คือพลังที่แฟนเพลงให้ตอบกลับมา ซึ่งสิ่งที่เราจะตอบแทนแฟนเพลงได้ดีที่สุดก็คือ…” 

ออตโต้  “ผลงาน” 

บอย  “ใช่ และถ้าวันไหนถ้าเล่นไม่ดี เราก็คงให้อภัยตัวเองไม่ได้…หลายๆคนอาจจะมองว่าเราได้ทำวงดนตรี เราได้ทำงานที่เราฝัน แต่บอกไว้เลยว่าอย่างนึงเวลาคนพูดถึงความฝันแล้วลืมพูดถึงสิ่งที่มาควบคู่กันคือ…​Discipline…วินัย…”  

ปิติ  “เราต้องมีวินัยในการรักษาความฝันด้วยครับ เรามาถึงตรงนี้ได้มันไม่ใช่ง่ายๆ แต่การจะได้อยู่ ทำอัลบั้มต่อไปมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ต้องทำไปควบคู่กัน” 

ป้อม  “แต่มาถึงจุดนี้แล้วก็บอกตรงๆว่าถ้าให้เลือกงานกับอย่างอื่นในชีวิตที่มันอาจจะสำคัญเหมือนกัน บางทีเราอาจจะเลือกงานก่อนก็ได้ครับ…ก็เพราะมันดีน่ะ การทำงานมันดีจริงๆนะ (ยิ้ม)” 

ขึ้นเวทีงานดนตรีที่ “ไต้หวัน” เหมือนย้อนกลับไปสมัยเล่นประกวด

บอย  “ล่าสุดเราเพิ่งได้ไปเล่นที่ Golden Melody Award ซึ่งเป็นงานประกาศรางวัลวงการเพลงของไต้หวัน…เราขึ้นไปเล่นอยู่ในพาร์ทของ International Day เป็นวงจากเมืองไทยที่พี่เต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) เลือกไป…ก็มีวงทั้งจาก สวีเดน ญี่ปุ่น ส่วนเราก็คือเป็นวงจากประเทศไทยไป” 

ป้อม  “จริงๆครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่เราไปเล่นที่ต่างประเทศ แต่สองครั้งแรกเนี่ย ค่อนข้างทุลักทุเล…คือครั้งแรกเราไปปูซาน พายุเข้า…แล้วเราได้พักผ่อนน้อยด้วยเพราะวางแผนการเดินทางผิดพลาด…แล้วครั้งที่สอง เราไปไต้หวันกันแต่เป็นอีกเมือง ก็หวังว่าจะดีขึ้น…พอแลนดิ้งปุ๊บ…” 

ออตโต้  “พายุเข้าเหมือนกัน” 

(ทุกคนในวงหัวเราะ) 

บอย “แต่มันก็ดีนะ มันก็ได้เห็นคนที่เขาใส่เสื้อกันฝนมาดูเรา…แต่ไต้หวันครั้งล่าสุดนี้ที่ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ชอบมากๆ เพราะเรารู้สึกว่าเราได้เรียนรู้อะไรมาก เหมือนเราได้สลัดอัตตาออกไปหมด….เพราะมันเป็นการไปเล่นในที่ๆไม่มีใครรู้จักเราเลย จากที่เราเล่นบิ๊กเม้าท์เท่น ขอนแก่น คนสุดลูกหูลูกตา พอไปต่างประเทศมันก็เหมือน…”  

ป้อม “เหมือนกลับไปเป็นเด็กเล่นประกวดอีกครั้ง” 

บอย  “ใช่ คือตอนเด็กๆเราก็เคยมีภาพในหัวนะ เวลาเป็นวงดนตรี ไปเล่นต่างประเทศก็คงจะมีฝรั่งเย้วๆ ร้องเพลงเรา มีภาพธงชาติไทย เหมือนในการ์ตูนอะ” 

ป้อม  “นั่นคือภาพในหัวเหรอ?” 

บอย   “แต่พอไปจริงๆก็คือ โอเค มันไม่ได้มีใครรู้จักเราหรอก แต่เราก็เรียนรู้ที่จะสนุกกับการเล่นบนเวที เล่นดนตรี เล่นกับคนที่อยู่ตรงหน้า เราก็ได้เป็นตัวเองมากที่สุดบนเวทีนั่นแหละ” 

ป้อม   “ใช่ แล้วตอนแรกที่เราเล่น คนดูไม่เยอะนะ สัก 30-40 คน แต่พอเราเล่นไปเรื่อยๆ มันมีคนเข้ามาดูเรื่อยๆจนเกือบ 200 คน เราก็เลยแบบ เออ เรามาถูกทางแล้ว เราไปในฐานะตัวแทนของตัวเองเนี่ยแหละ…”

ออตโต้ “กลับมาแล้วมันก็เลยมีพลัง…อยากทำเพลงมากขึ้น” 

วงที่ติดอยู่กึ่งกลางระหว่างความ “ดังกับไม่ดัง” 

บอย  “จริงๆผมมองว่า Lomosonic เป็นวงที่ติดอยู่กึ่งกลางระหว่างความ “ดัง” กับ ความ “ไม่ดัง” นะ มันเหมือนเราเป็นประเทศกำลังพัฒนาอะ…คือผมจะเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก…สองคนเดินมา คนนึงจะแบบ “โหย นี่ไง Lomosonic ไง” กับ อีกคนจะบอกว่า “Lomo ไหนวะ?” ซึ่งผมเจอแบบนี้บ่อยมาก” 

ป้อม  “บางทีมันบ่อยจน Suffer (รู้สึกแย่) เหมือนกันนะ เหมือนการมีอยู่ของเรามันทำให้เขาเดือดร้อนหรือเปล่า? ไอ้การโดนทักบ่อยๆในเชิงว่าตกลงดังหรือไม่ดังกันแน่ มันทำให้เราสับสนไปเหมือนกัน…” 

บอย   “แต่ก็นั่นแหละครับ พอไปไต้หวันกลับมารอบนี้ มันเหมือนเราได้คำตอบแล้ว” 

ป้อม   “คำตอบก็คือจริงๆจะดัง หรือไม่ดัง มันไม่สำคัญเท่าเรามีความสุขกับงาน มีความสุขที่จะได้เป็นตัวเรา…มี Promoter คนนึงเคยบอกผมว่าความ Unique เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของเทศกาลดนตรี เนี่ยแหละครับ เราถึงได้พบว่าจุดยืนของเรามันคืออะไร กลับมาแล้วมันก็อิ่ม…เหมือนเราได้คำตอบแล้วว่าเราจะยึดกับแนวทางของเรา” 

บอย   “หรืออย่างบางที คนที่เขาชอบเรามากๆ มาขอถ่ายรูปอะไรอย่างงี้ แต่ผมปวดท้องเข้าห้องน้ำอ่ะ แล้วมันยังให้เขาถ่ายไม่ได้จริงๆ…วันนั้นผมไม่ได้มีความสุขเลยนะ กลับมาบ้านพอนึกถึงเหตุการณ์นี้มันก็เสียใจอะ” 

ออตโต้  “เสียใจที่ไม่ได้ขี้?” 

บอย(หัวเราะ) “เสียใจที่ไม่ได้ให้เขาถ่ายรูปสิ! คือแต่ผมก็ดีใจตลอดนะที่ได้รู้ว่ามีคนชอบผลงานเรา จริงๆก็ต้องยอมรับว่าส่วนตัวผมก็ยังมองตัวเองเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่คนดัง สิ่งที่เราพอจะตอบแทนทุกคนได้ก็คงจะเป็นความพยายามทำผลงานให้ดียิ่งๆขึ้นไปแหละครับ”  

“หากโลกนี้ไม่มีความรักครั้งแรกที่ได้ทำงานกับไอดอล 

บอย  “เพลง หากโลกนี้ไม่มีความรักที่อยู่ในอัลบั้ม Anti-Gravity ของเราเพิ่งถูกปล่อยมา แล้วหลายๆคนก็ให้ความสนใจกับการเอา "พี่ป๊อด(ธนชัยอุชชินนักร้องนำวงโมเดิร์นด็อก)"  มา Featuring มาก แต่จริงๆเรากดดันมากนะ…คือพี่เขาเป็นตำนานอะ…ถ้าเราเอาเขามาทำไม่ดีนี่ โดนด่ายันลูกบวชเลยนะ” 

ออตโต้  “อ๋อ ไอ้วงนี้ใช่มั้ยที่เอาพี่ป๊อดมาทำเละ” 

บอย  “ใช่ คงอับอายขายขี้หน้า เราก็มีการประชุมกันเยอะมากว่าจะทำอะไร จริงๆก็มีการโยนไอเดียกันว่าเราอยากให้พี่ป๊อดทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ…” 

ป้อม  “เราก็เลยเอาพี่ป๊อดมาแร็ป” 

บอย  “ใช่ หลายๆคนก็โอ้โห…เหมือนกัน ตอนที่เราพูดเรื่องนี้ในห้องประชุม แต่เราไม่ได้คิดแผลงๆแบบอยากจะทำก็ทำนะ…เราแค่มองว่าวงการเพลงฝรั่งก็มีการเอาร็อกเกอร์มาแร็ปอยู่บ้าง ผมก็เลยอยากลองเอามาใช้ตรงนี้…แล้วพี่ป๊อดคือเหมาะสมมากจริงๆ ผมจำได้ว่านาทีแรกที่ได้ฟังเขาร้องเพลงเรา…แล้วเออ…มันกลายเป็นเพลงเขาไปได้เลย พี่ป๊อดร้องเพลงอะไรก็เป็นเพลงของพี่ป๊อด…ซึ่งผมก็อึ้งเลยแหละ…คือเออ…คำว่าตำนานมันมีอยู่จริงนะ” 

ถ้าไม่มีความรัก ก็จะไม่รู้จักความเจ็บปวด

บอย  หากโลกนี้ไม่มีความรักเนี่ย คอนเซ็ปของมันก็คือ Conversation ครับ เป็นการสนทนากัน…ฝั่งเรา Lomosonic มันก็คือเด็กงอแงน่ะ คือเราจะเหมือนเด็กที่เพิ่งมีความรักครั้งแรก มันใส มันอ่อนประสบการณ์ แล้วพอมันอกหักก็เลยมาโวยวาย โทษว่า หากโลกนี้ไม่มีความรักคงดี” 

ออตโต้   “แต่พอเป็นฝั่งพี่ป๊อดก็จะเป็นแบบ…พี่ชายที่เข้าใจโลก เดินเข้ามาแตะไหล่” 

บอย   “ใช่ เป็นพี่ชายที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มาปลอบเรา บอกว่า หากโลกนี้มีแต่ความรักคงดี…เพราะถ้าเกิดไม่มีความรัก เราก็จะไม่ได้เรียนรู้ไงว่าความเจ็บปวดมันเป็นยังไง…จริงมั้ย” 

หากโลกนี้ไม่มีความรักจริงๆจะเป็นอย่างไร?

ออตโต้  “ก็จะเจอคอมเม้นต์ที่โหดร้ายบ่อยๆ (หัวเราะ) นี่ขนาดโลกนี้มีความรักนะเนี่ย คือโลกมันคงเป็นโมโนโทนน่ะ เทาๆ ไม่มีสี ไม่มีอะไรเลย” 

ปิติ  “ผมว่าต้องไม่มีคนยิ้ม ไม่มีใครหัวเราะ ไม่มีอารมณ์อะไรเลย…น่าจะเป็นโลกสีเทาๆ กินข้าวเพราะต้องกิน ใครหัวเราะคือผิด โดนจับ (หัวเราะ)”  

ป้อม  “ไม่มีสังคม ไม่มีสงคราม ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย…ผมว่าความรักมันเป็นกาวเชื่อมระหว่างมนุษย์น่ะครับ ถ้าเกิดไม่มีความรักก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย…ความรักมันคือแรงบันดาลใจนั่นแหละ ส่วนความผิดหวังก็คือ Side Effect ของยา”

บอย   “สภาวะว่างเปล่าครับ เพราะจะไม่มีใครรักที่จะทำอะไรเลย ไม่มีวงดนตรี ไม่มี LINE TODAY …คือผมไม่ได้มองเป็นความรักหนุ่มสาวอย่างเดียว เรามีตึก เรามีสถาปัตยกรรมขึ้นมาได้ก็เพราะมนุษย์มันหลงใหล เราบินได้ เรามีทุกอย่างได้ก็เพราะมนุษย์มันมีความรักนั่นแหละครับ ถ้าโลกนี้ไม่มีความรักจริงๆก็คงว่างเปล่าน่าดู”